"พิชัย"เดินหน้าปรับโครงสร้างประเทศไทย สร้างมั่งคั่ง ดันเทคโนโลยี พลิกโฉมเกษตร

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศไทยจะต้องมาจากการปรับโครงสร้างของประเทศ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญปัญหาโครงสร้างมาเป็นระยะเวลามากกว่า 10-20 ปี ทำให้รัฐบาลต้องมีการตั้งเป้าในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยย้ำว่าถ้าเราเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้อง เศรษฐกิจก็จะมีความหวังอย่างแน่นอน
นายพิชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้มองความสำคัญ 2 เรื่อง คือ
1. "เทคโนโลยี" จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี และมีสนามให้ทดลองฝึกฝน เพื่อทำให้เทคโนโลยีเกิดขึ้นได้จริง แม้ว่าประเทศจะรับเทคโนโลยีมาค่อนข้างช้า แต่จากนี้รัฐบาลมองว่าเป็นโอกาสเร่งผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ และนำมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่น เช่น ยานยนต์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับภาคการผลิตของไทย พร้อมกับพัฒนาผู้ประกอบการที่เป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศได้เพิ่มขีดความสามารถของตัวเองตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
2. "ภาคเกษตร" ปัจจุบันสัดส่วนลดลงเหลือ 8% จากเดิม 11% เนื่องจากไทยผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ทำให้รัฐบาลต้องหันกลับมาแก้ไขกระบวนการผลิต และยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น และ แข่งขันได้ ตลอดจนควบคุมต้นทุนให้ลดลง เพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับภาคเกษตร
นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาด้านท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้ามาเพียง 4-5 วัน มองว่าจำนวนวันน้อยเกินไป แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวน้อย ทำให้ต้องมาปรับแก้ให้ตรงกับความต้องการและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในยุคนี้ที่เปลี่ยนไป โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะใช้เงินมากกว่า 60% ไปกับอาหาร และต้องการกินอาหารท้องถิ่น เราก็ต้องตอบสนองส่วนนี้ให้ได้ และอาจต้องสร้างสถานที่ท่องเที่ยวแบบ "Man Madeไ ให้เหมาะกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมุ่งมั่นการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ ซึ่งล่าสุดได้อนุมัติออก "G-token" เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุนแทนการฝากเงินและพันธบัตร ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยที่เหมาะสม มีสภาพคล่องสูงขึ้นผ่านกลไกของตลาด และ สามารถเชื่อมต่อกับตลาดของต่างประเทศได้
นายพิชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาปัญหาภาษีกับสหรัฐว่า รัฐบาลได้ยื่นข้อเสนอที่เป็น "Win-Win Solution" เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้านำเข้าและส่งออกบางรายการ ซึ่งไทยได้ส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐเป็นจำนวนมาก แต่สินค้าส่งออกบางตัวก็มาจากผู้ประกอบการของสหรัฐที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตในไทย และ อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากสินค้าที่ถูกสวมสิทธิส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลจะเร่งเจรจากับสหรัฐให้เข้าใจ พร้อมกับแลกเปลี่ยนการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐ ซึ่งต้นทุนอาจไม่ต่างจากการนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่นกันมากนัก