รีเซต

"งบกลาโหม" ทั่วโลกโตต่อเนื่อง ใกล้ทะลุ 100 ล้านล้านบาท สหรัฐฯ-จีน-รัสเซีย ครองแชมป์จ่ายหนัก เสี่ยงเศรษฐกิจอย่างไร?

"งบกลาโหม" ทั่วโลกโตต่อเนื่อง ใกล้ทะลุ 100 ล้านล้านบาท สหรัฐฯ-จีน-รัสเซีย ครองแชมป์จ่ายหนัก เสี่ยงเศรษฐกิจอย่างไร?
TNN ช่อง16
5 พฤษภาคม 2569 ( 08:00 )

ทุ่มไม่อั้น? ทั่วโลกอัด "งบทางการทหาร" ทะลุ 100 ล้านล้านบาท! สหรัฐฯ-จีน-รัสเซีย จ่ายหนักสุดครองแชมป์ แค่ 3 ชาติ เกิน 50% โลก


งบกลาโหมโลกพุ่งต่อเนื่อง 11 ปี เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับทุกคน กระทบเศรษฐกิจอย่างไร?


ไม่ใช่แค่ 100 ล้าน แต่พุ่งไปถึงเกือบ 100 ล้านล้านบาท นี่คือขนาดของงบประมาณกลาโหมหรือเม็ดเงินทางทหารทั่วโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปีล่าสุดนับเป็นปีที่ 11 ติดต่อกันแล้วที่ตัวเลขนี้ขยับขึ้น 


คำถามสำคัญคือ ทำไมทุกประเทศต้องทุ่มงบด้านนี้มากขึ้น และประเทศไหนกันที่ใช้เงินมากที่สุดในโลก หากมองเศรษฐกิจโลกว่า “เงิน” คือเครื่องยนต์หลัก งบกลาโหมถือเป็นหนึ่งในเม็ดเงินขนาดใหญ่ที่หลายคนมองข้าม 


ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม หรือ SIPRI ระบุว่า ปี 2568 รายจ่ายด้านการทหารทั่วโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 2.89 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 100 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากปีก่อน และเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 สะท้อนภาพโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


งบกลาโหม คิดเป็น 2.5% ของ GDP โลก สูงสุดในรอบ 17 ปี


ตัวเลขนี้ใหญ่แค่ไหน หากเทียบกับเศรษฐกิจโลก งบกลาโหมเกือบ 100 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2.5% ของ GDP โลก และถือว่าสูงที่สุดในรอบ 17 ปีนับตั้งแต่ปี 2552 


ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง และการแข่งขันด้านอำนาจ นักวิจัยของ SIPRI มองว่า หลายประเทศกำลังเร่งเสริมกำลังทางทหารเพื่อรับมือความเสี่ยง และแนวโน้มนี้จะยังดำเนินต่อไป เพราะหลายประเทศมีแผนเพิ่มงบในระยะยาว นั่นหมายความว่า โลกกำลังใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปกับ “ความมั่นคง” มากขึ้น


"สหรัฐฯ จีน รัสเซีย" ใช้งบรวมกันเกินครึ่งโลก


เมื่อเจาะลึกในรายประเทศ จะพบว่าการใช้จ่ายกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่มหาอำนาจ โดยสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ใช้งบรวมกันสูงถึง 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 51% ของทั้งโลก สหรัฐฯ ยังคงอันดับหนึ่งที่ 9.54 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วยจีน 3.36 แสนล้านดอลลาร์ และรัสเซีย 1.90 แสนล้านดอลลาร์ 


รายงานจาก Reuters ระบุว่า แม้งบสหรัฐฯ ปีที่ผ่านมาอาจลดลง 7.5% จากการไม่มีแพ็กเกจช่วยเหลือยูเครนใหม่ แต่แนวโน้มปี 2569 จะกลับมาเพิ่มขึ้น และอาจทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงมีโอกาสแตะ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570


"จีน" เพิ่มต่อเนื่อง 31 ปี รัสเซียใช้งบสูงเทียบ GDP


จีนยังคงเพิ่มงบกลาโหมต่อเนื่องเป็นปีที่ 31 โดยปีล่าสุดใช้งบ 3.36 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.4% สะท้อนการเร่งพัฒนากองทัพและขยายอิทธิพลในระดับโลก 


ขณะที่รัสเซียใช้งบ 1.90 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.9% และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 7.5% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และสะท้อนต้นทุนของสงครามที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ


"ยูเครน" ทุ่ม 40% ของ GDP – "ยุโรป" เร่งสะสมกำลัง


สำหรับยูเครนซึ่งอยู่ในภาวะสงคราม งบกลาโหมเพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 8.41 หมื่นล้านดอลลาร์ และคิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาระทางทหารสูงที่สุดในโลก 


ในภาพรวม ยุโรปเป็นภูมิภาคที่งบกลาโหมเพิ่มขึ้นมากที่สุด เพิ่มขึ้น 14% มาอยู่ที่ 8.64 แสนล้านดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น กลุ่ม NATO ใช้งบรวมกันประมาณ 55% ของโลก 


ขณะที่เอเชียและโอเชียเนียใช้งบรวม 6.81 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.1% โดยมีจีน ญี่ปุ่น และอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก 


ส่วนตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบียยังใช้จ่ายสูง ขณะที่อิสราเอลและอิหร่านปรับลดจากปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ



ดีหรือไม่ดีต่อเศรษฐกิจ? กระตุ้นระยะสั้น แต่เพิ่มหนี้ระยะยาว


คำถามสำคัญคือ เมื่อประเทศทุ่มงบเพื่อความมั่นคง ต้องแลกอะไร รายงานจาก IMF ชี้ว่า งบกลาโหมที่เพิ่มขึ้นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ผ่านการลงทุนและการจ้างงาน 


แต่ในระยะกลางถึงยาวกลับสร้างแรงกดดัน เช่น เงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และการขาดดุลงบประมาณ โดยเฉลี่ยทำให้ขาดดุลประมาณ 2.6% ของ GDP และอาจทำให้หนี้เพิ่มมากกว่า 7% ภายใน 3 ปี หากเกิดสงครามจริง ตัวเลขอาจพุ่งถึง 14% ของ GDP 


นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติยังเตือนว่า การใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบงบด้านสำคัญ เช่น สาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืน


โลกกำลังให้ความสำคัญ “ความมั่นคง” มากขึ้น


ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า แม้โลกจะก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี แต่ความมั่นคงทางทหารยังคงเป็นเรื่องใหญ่ และอาจใกล้ตัวมากกว่าที่คิด เพราะทุกการตัดสินใจด้านงบประมาณย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชนโดยตรง 


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใครใช้งบมากที่สุด แต่คือโลกควรสร้างสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” และ “การพัฒนา” อย่างไรในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง