อย่างเพิ่งเริ่ม “ลงทุน” ถ้ายังไม่ได้ตอบคำถาม 5 ข้อนี้

ในช่วงเวลาที่บรรยากาศการลงทุนเป็นไปอย่างคึกคักในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก แม้กระทั่ง “หุ้นไทย” ก็เช่นเดียวกันที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง SET Index ทำจุดสูงสุดในรอบมากกว่า 1 ปีได้ และมูลค่าการซื้อขายก็พุ่งสูงขึ้นสูงที่สุดในรอบเกือบปีครึ่ง จนเกิดคำถามขึ้นมาสำหรับคนที่ยังไม่ได้เริ่มลงทุน และคิดว่าจังหวะ และบรรยากาศแบบนี้แหละ ที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการลงทุน แต่อยากให้ทุกคนไปเช็คลิสต์ตัวเองกันก่อน ว่าคุณมีความพร้อมที่จะลงทุนแล้วหรือยัง
เมื่อพูดถึงสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งสำหรับนักลงทุน และบุคคลทั่วไปที่อาจจะยังไม่ได้ลงทุน และเริ่มมีความคิดที่อยากจะลงทุน เพราะคิดว่าสถานการณ์ และบรรยากาศโดยรวมในปัจจุบันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเริ่มต้นลงทุน ความคิดนี้ไม่ผิด เพราะใคร ๆ ก็อยากจะลงทุนในบรรยากาศที่คึกคัก มากกว่าบรรยากาศที่เงียบเหงา
แต่อยากให้ทุกคนที่อยากจะเริ่มลงทุนชมคลิปนี้ให้จบก่อน แล้วรีเช็คตัวเองกันอีกสักครั้ง ว่าเราพร้อมแล้วจริงหรือไม่ที่จะเริ่มลงทุน หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับการวางแผนการเงิน หรือการสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เรายังไม่พร้อม หรือไม่ควรที่จะลงทุน
ถูกต้องที่ว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต แต่การลงทุนนั้นมีหลายรูปแบบ หลายสินทรัพย์ ผลตอบแทนความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะเริ่มลงทุน ให้รีเช็คความพร้อม และ “สุขภาพทางการเงิน” กันก่อน ด้วยการตอบคำถาม 5 ข้อ ที่จะเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการลงทุน
มาเริ่มกันที่ข้อแรก “สุขภาพทางการเงินแข็งแรงแค่ไหน” ข้อนี้เป็นการทบทวนถึงความสามารถ และข้อจำกัดทางด้านการเงินของแต่ละบุคคลที่จะมีผลต่อศักยภาพ และโอกาสในการประสบความสำเร็จในการลงทุน แน่นอนครับเรากำลังพูดถึง “สินทรัพย์” ของแต่ละบุคคลว่ามีสถานะอย่างไร
อยากให้ทุกคนเริ่มที่สินทรัพย์ทั้งหมดที่เรามี สินทรัพย์ในที่นี้ให้รวมทั้งสินทรัพย์ที่ไม่มีภาระหนี้สิน และสินทรัพย์ที่มีหนี้สินรวมเข้ามาด้วย โดยให้สมมติว่าจำนวนทั้งหมดของสินทรัพย์คือ 100 บาท หรือคิดเป็น 100% และให้แยกทรัพย์สินที่ไม่มีภาระหนี้สิน และหนี้สินออกจากกัน จะทำให้เราสามารถแบ่งสถานะสินทรัพย์ได้ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มแรกคือกลุ่มคนที่มีทรัพย์สิน “มากกว่า” หนี้สิน คนกลุ่มที่สองคือกลุ่มคนที่มีทรัพย์สินใกล้เคียง หรือ “เท่ากับ” หนี้สิน และกลุ่มสุดท้ายคือคนที่มีทรัพย์สิน “น้อยกว่า” หนี้สิน ซึ่งถ้ามองในภาพรวมกว้าง ๆ ก็อาจจะพิจารณาได้เลยว่าคนในกลุ่มแรกที่มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน น่าจะมีความพร้อมในการลงทุนมากกว่าคนกลุ่มอื่น แต่เราจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในส่วนของ “หนี้สิน” ด้วย
ข้อที่สองคือหนี้สิน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น “หนี้สินที่มีภาระจดจำนอง” ได้แก่ บ้าน คอนโดมิเนียมหรือที่ดิน ที่ยังมีการผ่อนชำระอยู่ และ “หนี้สินที่ไม่มีภาระจดจำนอง” เช่น รถยนต์ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นต้น ซึ่งถ้าหากเรายังมีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ๆ เช่นบัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ก็ควรที่จะหาทางปลดภาระหนี้สินในส่วนนี้ให้ได้ก่อนที่จะลงทุน เพราะจะช่วยลดภาระรายจ่ายทางด้านดอกเบี้ยลง ทำให้เหลือกระแสเงินสดในแต่ละเดือนเพื่อการลงทุนที่สูงขึ้นได้
ข้อที่สามคือเรื่องของสภาพคล่อง หรือกระแสเงินสดที่เราได้รับ นั่นก็คือรายได้ และรายจ่ายของแต่ละเดือน ข้อนี้มีความสำคัญไม่แพ้กับเรื่องของทรัพย์สิน และหนี้สิน เนื่องจากบางคนอาจจะมีทรัพย์สินเยอะ แต่อาจจะมีสภาพคล่องไม่สูงมากก็เป็นไปได้ เช่นคนที่มีที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์เยอะ แต่อาจจะไม่ได้ใช้สินทรัพย์เหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้ ทำให้อาจจะมีสภาพคล่องคงเหลือในแต่ละเดือนไม่สูงมาก หรือไม่เหลือเลย เมื่อนำมาหักกับค่าใช้จ่าย
โดยการวิเคราะห์สภาพคล่องให้ใช้ อัตราส่วนความอยู่รอด หรือ Survival Ratio โดยนำรายได้รวมทั้งหมด มาหารด้วยรายจ่าย ทั้งหมด ถ้ามีค่ามากกว่า 1 เท่า ก็นับว่าสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง และถ้าตัวเลขนี้มีค่ามากกว่า 1 เท่ามากเท่าไหร่ แสดงถึงสภาพคล่องส่วนเกินที่มากขึ้น แสดงว่ามีความพร้อมที่จะสามารถนำเงินส่วนนี้มาลงทุนได้ แต่ถ้าใครที่มีอัตราส่วนนี้น้อยกว่า 1 ก็อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่จะเริ่มลงทุน ควรจะบริหารรายรับรายจ่ายให้เกิดสภาพคล่องส่วนเกินให้ได้เสียก่อน
ข้อที่สี่ เป็นเรื่องของสถาพคล่องอีกเช่นเดียวกัน แต่เป็นสภาพคล่องที่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับรับมือ “ความฉุกเฉิน” อย่างที่เกริ่นไว้ในข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง โดยให้วิเคราะห์ “อัตราส่วนสภาพคล่อง” ซึ่งสามารถทำได้โดยนำสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง เช่นเงินสด และเงินฝาก มาหารด้วยหนี้สินระยะสั้น หรือก็คือหนี้สินทั้งหมดที่ต้องชำระภายในหนึ่งปี ค่ามาตรฐานที่ได้ควรจะมีค่ามากกว่า 1 เท่า
ซึ่งถ้ายิ่งค่าที่ได้มีค่ามากกว่า 1 เท่ามากเท่าไหร่ แสดงถึงความสามารถในการชำระภาระหนี้สินระยะสั้นที่มากขึ้น แสดงว่ามีความพร้อมที่จะสามารถนำเงินส่วนนี้มาลงทุนได้ แต่ถ้าใครที่มีอัตราส่วนนี้น้อยกว่า 1 ก็อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่จะเริ่มลงทุน ควรจะบริหารรายรับรายจ่ายให้เกิดสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการชำระหนี้สินระยะสั้นให้ได้เสียก่อน
อีกหนึ่งอัตราส่วนที่ยังคงอยู่ในข้อที่สี่เช่นเดียวกันคือ “อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน” ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้โดยนำสินทรัพย์สภาพคล่องทั้งหมดที่มี มาหารด้วยค่าใช้จ่ายต่อเดือน ซึ่งค่าที่ได้จะมีหน่วยเป็นเดือน นั่นหมายถึง “ระยะปลอดภัย” ทางการเงิน ที่หากเราสูญเสียรายได้ทั้งหมดไป จะมีสภาพคล่องสำรองที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายได้กี่เดือน โดยค่ามาตรฐานควรจะอยู่ที่ 3-6 เดือน
แต่ด้วยสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาจจะต้องสำรองสภาพคล่องในส่วนนี้ไว้เพิ่มเติมเป็นอย่างน้อย 9-12 เดือน ซึ่งถ้าวิเคราะห์ตัวเลขออกมาสูงกว่ามาตรฐาน ก็สามารถใช้สภาพคล่องส่วนเกินนี้มาเริ่มลงทุนได้ แต่ถ้าหากตัวเลขที่ได้ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ก็ควรจะบริหารรายรับรายจ่ายให้เกิดสภาพคล่องพื้นฐานตามค่ามาตรฐานให้ได้เสียก่อนที่จะเริ่มลงทุน
สุดท้ายคือตัวเลขของ “เงินออม” ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเงินออมนั้นแตกต่างจาก “เงินลงทุน” เพราะเงินออมนั้นมีสภาพคล่องสูงกว่า และมี “ความเสี่ยง” ที่น้อยกว่าเงินลงทุน และที่สำคัญเงินออมมีวัตถุประสงค์ที่มีเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เพราะสามารถนำออกมาใช้ได้ทันที และมูลค่าไม่สูญหาย แต่ในกรณีของเงินลงทุนนั้น มีไว้เพื่อเสริมสร้าง “ความมั่งคั่ง” เป็นหลัก หรือเป็นเงินที่ลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์ในอนาคต เช่นการเกษียณอายุ เพราะฉะนั้นเงินสองก้อนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่มต้นลงทุน ให้มั่นใจว่าเรามีการเก็บออมอย่างมีวินัย และเพียงพอแล้ว โดยอย่างน้อยเราควรที่จะเก็บออมให้ได้ 10% จากรายรับรวมทั้งหมดในแต่ละเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงทางสภาพคล่องให้ได้มากที่สุด และเมื่อไหร่เราสามารถเก็บออมสภาพคล่องจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานในข้อที่สี่ได้แล้วนั้น เราก็มีความพร้อมอย่างแท้จริงที่จะเริ่มลงทุน
จะเห็นได้ว่าการตรวจ หรือรีเช็คสุขภาพทางการเงินของเราให้มีความพร้อมก่อนการลงทุนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ส่วนบางคนอาจจะมีคำถามว่า ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อจะยังสามารถลงทุนได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ “ความเสี่ยง” และเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน
เพราะถ้าเราสมมติสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในการลงทุน ซึ่งหมายถึงผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วสามารถยอมรับได้ว่าไม่กระทบกับความเป็นอยู่ หรือคุณภาพชีวิต ก็สามารถที่จะเริ่มลงทุนได้ แต่ถ้าเรายังมองเพียงแค่ลงทุนเพื่อหวัง “ผลกำไร” หรือลงทุนเพราะใคร ๆ เค้าก็ทำกัน ทบทวนตัวเองให้ดี ๆ เพราะการลงทุน เสี่ยงจริง ได้ผลตอบแทนจริง และก็เจ็บจริงได้ แค่สถานการณ์เปลี่ยนเพียงนิดเดียว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
