รีเซต

สัญญาณอันตราย เมืองใหญ่ครึ่งโลกกำลังขาดน้ำ

สัญญาณอันตราย เมืองใหญ่ครึ่งโลกกำลังขาดน้ำ
TNN ช่อง16
29 มกราคม 2569 ( 10:00 )

รายงานวิเคราะห์ล่าสุดเผยว่า เมืองใหญ่ที่สุด 100 แห่งของโลก กว่าครึ่งหนึ่งกำลังเผชิญภาวะ “ความตึงเครียดด้านน้ำ” ในระดับสูง โดยในจำนวนนี้มีถึง 38 เมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งจัดอยู่ในภาวะตึงเครียดด้านน้ำ “รุนแรงมาก” สะท้อนความเสี่ยงที่ความต้องการใช้น้ำใกล้หรืออาจเกินศักยภาพทรัพยากรน้ำที่มีอยู่


การศึกษาซึ่งจัดทำโดย Watershed Investigations ร่วมกับสื่อ Guardian ใช้การทำแผนที่ลุ่มน้ำควบคู่กับข้อมูลเมือง พบว่า ปักกิ่ง นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ริโอเดจาเนโร และเดลี เป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่ลอนดอน กรุงเทพฯ และจาการ์ตา ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองที่มีภาวะตึงเครียดด้านน้ำในระดับสูง


ภาวะตึงเครียดด้านน้ำหมายถึงสถานการณ์ที่การใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมเข้าใกล้หรือเกินปริมาณน้ำที่มีอยู่ โดยมักมีสาเหตุจากการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ และยิ่งทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) ได้นำข้อมูลจากดาวเทียมขององค์การนาซา มาวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า เมืองใหญ่อย่างเจนไน เตหะราน และเจิ้งโจว มีแนวโน้มแห้งแล้งรุนแรงขึ้น ในขณะที่โตเกียว ลากอส และกัมปาลา กลับมีแนวโน้มที่ดูชุ่มน้ำมากขึ้น


ข้อมูลระบุว่า ประชากรราว 1.1 พันล้านคน อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งกำลังเผชิญภาวะแห้งแล้งในระยะยาว ขณะที่มีเพียงประมาณ 96 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในเมืองซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มชุ่มน้ำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าข้อมูลจากดาวเทียมยังมีความละเอียดไม่เพียงพอที่จะสะท้อนสถานการณ์ในระดับพื้นที่ย่อย


พื้นที่เมืองที่มีแนวโน้มชุ่มน้ำมากขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา โดยมีเพียงโตเกียวและซันโตโดมิงโกในสาธารณรัฐโดมินิกันที่อยู่นอกภูมิภาคดังกล่าว ขณะที่เมืองในพื้นที่ซึ่งแห้งแล้งรุนแรงที่สุดกระจุกตัวอยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะตอนเหนือของอินเดียและปากีสถาน


กรุงเตหะรานของอิหร่าน ซึ่งเผชิญภัยแล้งต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 กำลังเข้าใกล้ภาวะ “Day Zero” หรือวันที่น้ำจะไม่เพียงพอสำหรับประชาชน โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน เคยออกมาเตือนว่า เมืองอาจต้องอพยพประชาชนหากภัยแล้งยังดำเนินต่อไป เมืองใหญ่อย่างเคปทาวน์และเจนไนเองก็เคยเข้าใกล้ภาวะดังกล่าวมาแล้ว


ศาสตราจารย์โมฮัมหมัด ชัมซุดดูฮา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิกฤตน้ำจาก UCL ระบุว่า การติดตามการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำทั้งหมดจากอวกาศผ่านโครงการ GRACE ของนาซา ช่วยให้สามารถระบุได้ว่าเมืองใดกำลังแห้งแล้งหรือมีน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของความไม่มั่นคงด้านน้ำ


เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหประชาชาติประกาศว่า โลกได้เข้าสู่ภาวะ “ล้มละลายด้านน้ำ” โดยทรัพยากรน้ำบางส่วนเสื่อมโทรมอย่างถาวรและไม่อาจฟื้นคืนได้ ศาสตราจารย์คาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ ระบุว่า การบริหารจัดการน้ำที่ย่ำแย่คือสาเหตุหลัก ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเพียงปัจจัยซ้ำเติม เปรียบเสมือน “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการบริหารธุรกิจที่ผิดพลาด”


ด้านกลุ่มธนาคารโลกเตือนว่า แหล่งน้ำจืดของโลกได้ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยโลกสูญเสียน้ำจืดราว 324,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพียงพอสำหรับความต้องการของประชากรราว 280 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับจำนวนประชากรทั้งประเทศอินโดนีเซีย


สำหรับสหราชอาณาจักร คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2598 (ค.ศ. 2055) อังกฤษจะต้องจัดหาน้ำเพิ่มอีกวันละ 5,000 ล้านลิตร เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชน ขณะที่ภาคเกษตรและพลังงานอาจต้องใช้น้ำเพิ่มอีกวันละ 1,000 ล้านลิตร


รัฐบาลอังกฤษได้เผยแพร่สมุดปกขาวด้านน้ำเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำครั้งใหญ่ รวมถึงการตั้งตำแหน่งวิศวกรใหญ่น้ำ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานเป็นระยะ และการเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง