รีเซต

ทะเลเดือดทุบสถิติ ร้อนสุดในประวัติศาสตร์เดือน ก.ค. แถมเจอ “เอลนีโญ” ซ้ำเติม

ทะเลเดือดทุบสถิติ ร้อนสุดในประวัติศาสตร์เดือน ก.ค. แถมเจอ “เอลนีโญ” ซ้ำเติม
TNN ช่อง16
15 สิงหาคม 2569 ( 11:00 )
9

มหาสมุทรทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญหลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในเดือนกรกฎาคมทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมา โดยข้อมูลจากสํานักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่ 20.89 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม 2023 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบภูมิอากาศของโลก ซึ่งมหาสมุทรถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุด

 

นอกจากอุณหภูมิในมหาสมุทรจะร้อนเป็นประวัติการณ์แล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในเดือนกรกฎาคมยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมประมาณ 1.47 องศาเซลเซียส ใกล้แตะระดับ 1.5 องศาเซลเซียสที่ทั่วโลกพยายามควบคุมเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้เดือนกรกฎาคม 2026 เป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วม นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลมา


มหาสมุทรทำหน้าที่เสมือนเครื่องควบคุมอุณหภูมิของโลก โดยการดูดซับความร้อนส่วนเกินจากก๊าซเรือนกระจกเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไปอุณหภูมิน้ำทะเลก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในเดือนกรกฎาคม 2026 พบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตกของยุโรปทำสถิติสูงสุด ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนในทะเลที่รุนแรงและยาวนานขึ้น ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงสูงผิดปกติ ท่ามกลางปรากฏการณ์เอลนีโญที่ก่อตัวและทวีกำลังรุนแรงขึ้นและอาจแตะระดับสูงสุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 

 

แม้ว่าเอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ในยุคที่โลกร้อนขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศก็อาจผลักดันให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นไปอีก


นอกจากนี้ความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศใต้ทะเลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับสภาพอากาศบนบกอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้นคือระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัว เพิ่มความเสี่ยงให้กับพื้นที่ชายฝั่ง และประเทศหมู่เกาะที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วม และปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง คลื่นความร้อนในทะเลก่อให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว และเมื่อผิวน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น การระเหยของน้ำก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศมีทั้งความร้อนและความชื้นมากขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่มพลังให้กับพายุหมุนเขตร้อน และทำให้พายุมีฝนตกหนักมากขึ้นอีกด้วย

 

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในยุโรปทั้งฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี และสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนหลายระลอกและภัยแรงรุนแรง ส่งผลให้ปริมาณฝนและความชื้นในดินต่ำกว่าปกติ แม่น้ำสำคัญหลายสายลดต่ำลงอย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สภาพอากาศที่ร้อนจัดยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า โดยในช่วงที่ผ่านมามีรายงานการเกิดไฟป่าในยุโรปตะวันตกมากในระดับที่ผิดปกติ ไฟป่าที่ลุกลามและมีขนาดใหญ่กว่าเดิมก่อให้เกิดควันไฟในปริมาณมากขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและถูกลมพัดพาไปได้ไกลกว่าเดิม นั่นหมายถึงบางพื้นที่ที่ไม่มีไฟป่าแต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษและควันไฟได้เช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง