เมื่อเมืองหนักเกินไป ทำแผ่นดินทรุดตัว เมืองใหญ่ทั่วโลกเสี่ยงน้ำท่วมถาวร

แม้ว่าเมืองใหญ่ทั่วโลกจะมีความเจริญ จากอัตราการเติบโตทางเศรษกิจ การขยายตัว และจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น แต่งานวิจัยหลายฉบับกำลังชี้ให้เห็นว่าภายใต้ตึกสูงเหล่านั้นกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงใต้ดินอย่างเงียบๆ และทำให้เมืองทั้งเมืองทรุดตัวลงอย่างช้าๆ โดยปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “การทรุดตัวของแผ่นดิน” ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งการสูบน้ำบาดาล การก่อสร้างระบบรถไฟใต้ดิน การอัดตัวของชั้นดิน รวมไปถึงน้ำหนักของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กดทับพื้นดินเป็นระยะเวลานาน
นอกจากนี้ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนยังเพิ่มความรุนแรงให้กับปัญหาการทรุดตัวของเมืองเร็วขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องจากในขณะที่แผ่นดินทรุดตัวลง ระดับน้ำทะเลก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของน้ำในมหาสมุทร ซึ่งเป็นผลพวงจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
จากการศึกษาของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USGS ประเมินว่าในมหานครนิวยอร์ก เมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกามีอาคารกว่า 1 ล้านหลัง และมีน้ำหนักรวมกันถึง 762 ล้านตัน น้ำหนักมหาศาลนี้ส่งผลให้พื้นดินของนิวยอร์กทรุดตัวลงในอัตราเฉลี่ย 1-2 มิลลิเมตรต่อปี แม้จะดูเหมือนเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความสูงของอาคาร แต่ก็สามารถส่งผลต่อความเสี่ยงเผชิญน้ำท่วมเมืองได้เช่นกัน ขณะที่ข้อมูลจาก NASA ยังพบว่า พื้นที่บางส่วนของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเมืองทรุดตัวอย่างรุนแรง อัตราการทรุดตัวมากกว่า 10 มิลลิเมตรต่อปี
ปัญหาการทรุดตัวของเมืองไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเพียงเท่านั้น แม้กระทั่งภูมิภาคเอเชีย ทั้งเซี่ยงไฮ้ของจีน และโตเกียวของญี่ปุ่นต่างก็เผชิญกับความเสี่ยงจากการทรุดตัวของแผ่นดินเช่นกัน เนื่องจากเซี่ยงไฮ้ตั้งอยู่บนพื้นดินตะกอนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ดินจึงมีความอ่อนตัวมากกว่าปกติ ขณะเดียวกันการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว มีการสร้างอาคารสูงจำนวนมากเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นดินมากขึ้น ส่วนโตเกียวก็เป็นพื้นที่ที่เคยมีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างยาวนาน แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีการสูบน้ำบาดาลแล้ว แต่พื้นดินบางส่วนยังคงเปราะบางสะสม เมื่อการทรุดตัวของแผ่นดินเกิดขึ้นต่อเนื่อง เมืองส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาโครงสร้างเพื่อป้องกันน้ำมากขึ้น
งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Sustainability เมื่อปี 2022 ได้ศึกษาการทรุดตัวของพื้นที่ในเมืองขนาดใหญ่ 48 แห่งทั่วโลก ระหว่างปี 2014–2020 ผลการศึกษาพบว่า เกือบทุกเมืองมีพื้นที่ที่กำลังทรุดตัวในระดับใดระดับหนึ่งและใน 44 เมือง มีพื้นที่บางส่วนที่กำลังทรุดตัวเร็วกว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินไม่ได้เป็นเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงระดับโลก โดยเฉพาะในมหานครที่มีประชากรหนาแน่นและมีการก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมาก การทรุดตัวของแผ่นดินหลายกรณีไม่สามารถย้อนกลับได้ง่าย เพราะเมื่อชั้นดินถูกอัดตัวจากการสูบน้ำหรือแรงกดมหาศาล โครงสร้างของชั้นดินอาจเปลี่ยนไปอย่างถาวร
เมื่อพื้นดินกำลังทรุดตัว ในขณะที่โลกร้อนขึ้นและระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง แต่เป็นภัยคุกคามที่เสริมแรงซึ่งกันและกัน เมืองอาจไม่ได้จมหายลงในทะเลภายในชั่วข้ามคืน แต่การลดระดับลงเพียงไม่กี่มิลลิเมตรต่อปี เมื่อสะสมเป็นเวลาหลายสิบปี ก็สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์และความเสี่ยงของทั้งเมืองได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
