คลื่นความร้อนป่วนยุโรป ฉุดจีดีพี

วิกฤตอากาศสุดขั้วซัดยุโรป ห่วงโซ่อุปทานชะงัก
ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับต้นทุนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สภาพอากาศร้อนจัดทำสถิติสูงในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การขนส่งทางน้ำ ภาคการเกษตร ไปจนถึงระบบสาธารณสุข
ปัญหาอุทกวิทยาที่อุณหภูมิพุ่งสูงส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอย่าง แม่น้ำไรน์ และ แม่น้ำดานูบ ลดต่ำลงอย่างวิกฤต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญทางเรือ ขณะเดียวกัน ด้านความมั่นคงทางพลังงาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินเครื่องลงชั่วคราว เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านการระบายความร้อนที่ไม่สามารถใช้น้ำอุณหภูมิสูงเข้ามาระบายได้
ภาคการเกษตรยังได้รับความเสียหายหนัก โดยเฉพาะผลผลิตข้าวโพดและทานตะวัน ที่มีการประเมินว่าได้รับความเสียหายแล้วประมาณ 6-7% ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
สถาบันการเงินเตือน: เสียหายหนัก ฉุด GDP ยุโรปร่วง
กลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกเริ่มประเมินความเสียหายเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด:
ING Group: ประเมินว่า หากการขนส่งสินค้าผ่านแม่น้ำไรน์ต้องหยุดชะงักลงเพียงเส้นทางเดียว จะส่งผลฉุด GDP ของประเทศเยอรมนีในปีนี้ลงทันทีประมาณ 0.3%
Allianz: ประเมินว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์ในเดือนมิถุนายน สามารถสร้างผลกระทบความเสียหายต่อ GDP รวมของยุโรปได้ราว 0.3% เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจบั่นทอนและฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมของยุโรปสะสมลงถึง 5-7% ภายในปี 2573 หากไม่มีมาตรการปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ยุโรปใต้โดนหนักสุด กระทบภาคท่องเที่ยว-ดันเงินเฟ้อ
ประเทศกลุ่มเสี่ยงที่ถูกจับตาว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งพึ่งพารายได้จากภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวเป็นหลัก สภาพอากาศที่ร้อนจัดเกินไปกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว โดยลดการเดินทางในช่วงฤดูร้อน และเปลี่ยนไปท่องเที่ยวในฤดูอื่น หรือเบี่ยงเบนเป้าหมายไปยังประเทศแถบยุโรปเหนือมากขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยกดดันคือ ราคาสินค้าเกษตรและอาหาร ผลผลิตที่เสียหายต่อเนื่องอาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ระดับเงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้การดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีความซับซ้อนและรับมือได้ยากยิ่งขึ้น
ภาระการคลังและหนี้รัฐพุ่ง เสี่ยงกดดัน ECB
นอกจากภาคเอกชนแล้ว ภาครัฐบาลต้องเผชิญกับภาระการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากงบประมาณฉุกเฉินในการดับไฟป่า การจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และงบลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานให้ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว
Allianz ประเมินว่า การสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจจะส่งผลให้รายได้ภาษีต่อปีของรัฐบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด:
ฝรั่งเศส: รายได้ภาษีต่อปีอาจลดลงถึง 1.8%
อิตาลีและสเปน: รายได้ภาษีต่อปีอาจลดลงถึง 1.3%
ปัจจัยทั้งหมดส่งผลให้เกิดความกังวลว่า ภาระการคลังและหนี้สาธารณะของรัฐบาลในยุโรปจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องเข้ามาแทรกแซง หากต้นทุนการกู้ยืมของประเทศในแถบยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ตอกย้ำว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือต้นทุนทางเศรษฐกิจก้อนใหญ่ที่ยุโรปกำลังจ่ายแพงขึ้นเรื่อยๆ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
