รีเซต

PTTEPบ.แม่หนุนแกร่ง เครดิต “AAA” แนวโน้ม “Stable”

PTTEPบ.แม่หนุนแกร่ง เครดิต “AAA” แนวโน้ม “Stable”
ทันหุ้น
20 เมษายน 2569 ( 08:00 )
11

#PTTEP #ทันหุ้น - PTTEP ทริสจัดอันดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” รักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย พร้อมความเสี่ยงด้านการตลาดที่ต่ำภายใต้สัญญา GSA กับ PTT

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) ที่ระดับ “AAA” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทย่อยหลัก (Core Subsidiary) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) ในขณะที่อันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile - SACP) ของบริษัทยังคงอยู่ที่ระดับ “AAA” อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรได้รับการสนับสนุนจากสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของไทย ความเสี่ยงด้านการตลาดที่ต่ำภายใต้สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาว (GSA) กับ ปตท. ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ และสถานะความเสี่ยงด้านการเงินที่แข็งแกร่งมากซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวัง

*แกนหลักของ PTT 

บทบาทของบริษัทในฐานะผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซในประเทศรายหลักของประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก รวมถึงความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกด้วย ทั้งนี้บริษัทเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50-55% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของประเทศไทยจากอุปทานพลังงานโลกที่หยุดชะงัก 

โดยปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งที่ว่า ปตท. ยังคงให้ความสำคัญและสนับสนุนบริษัทอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้งจึงยังคงประเมินให้บริษัทเป็น “บริษัทย่อยหลัก” ของ ปตท. และส่งผลให้อันดับเครดิตของบริษัทอยู่ในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของ ปตท. และปตท. ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทที่สร้างสัดส่วนยอดขายรายปีประมาณ 2 ใน 3 ให้แก่บริษัท นอกจากนี้ บริษัททั้ง 2 ต่างเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระหว่างกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

*หนุนราคาขาย  

การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 68.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2568 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 51.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (BOE) ในปี 2569 เมื่อประกอบกับต้นทุนเงินสดที่ยังคงอยู่ในระดับประมาณ 16-17 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE แล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 จาก 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568

ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการขายในระยะใกล้จะมีจำกัด โดยภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 11% ของปริมาณการขายรวมของบริษัทในปี 2568 และส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบทางอ้อมจากสภาวะการขนส่งในภูมิภาคที่ตึงตัวมากขึ้น ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการพัฒนาโครงการยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากฐานสินทรัพย์ที่หลากหลายของบริษัท

การเพิ่มขึ้นของกำไรคาดว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบจะกลับสู่ระดับปกติที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงปี 2570-2571 ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ต่อปีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6.5-7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนมุมมองระยะยาวของทริสเรทติ้งต่อการทยอยลดลงของอุปสงค์เชื้อเพลิงฟอสซิลท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาแนวโน้มธุรกิจของบริษัท

*ครองส่วนแบ่ง 80%

บริษัทยังคงรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 80% ในการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในช่วงปี 2567-2568 อีกทั้ง บริษัทดำเนินโครงการมากกว่า 50 โครงการใน 10 ประเทศ โดยประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตหลักซึ่งคิดเป็น 69% ของปริมาณการขายรวม ทั้งนี้ ฐานการผลิตของบริษัทยังคงได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์หลักในประเทศ ได้แก่ แหล่ง G1/61 (เอราวัณ) และ G2/61 (บงกช) โดยแหล่ง G1/61 มีการดำเนินงานเต็มกำลังการผลิตที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (MMSCFD) อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

*หนุนธุรกิจระยะยาว

ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าปริมาณการขายรวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจาก 510 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (KBOED) ในปี 2568 เป็น 550-560 KBOED ในปี 2569 และเฉลี่ย 580 KBOED ต่อปีในช่วงปี 2570-2571 ซึ่งรวมถึงโครงการที่ลงทุนผ่านบริษัทร่วม โดยการเติบโตดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากสินทรัพย์ในต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งว่าฐานกำไรของบริษัทจะยังคงมีความยืดหยุ่น แม้จะผ่านพ้นจากกำไรที่ได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากราคาน้ำมันในปี 2569 

ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่สะท้อนถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีจากสินทรัพย์ที่เริ่มผลิตแล้วจำนวน 3 แห่ง ซึ่งบริษัทเข้าซื้อในปี 2568 ได้แก่ MTJDA A18, Algeria Touat และ Malaysia SK408 ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเพิ่มปริมาณการขายได้ประมาณ 40-50 KBOED ให้แก่ฐานปริมาณการขายสำหรับปี 2569-2571

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง