รีเซต

ราคาทองคำรีบาวด์! ตลาดคาดเฟดหั่นดอกเบี้ยธ.ค.นี้ ลุ้นทองแท่ง 70,000 บาทได้หรือไม่?

ราคาทองคำรีบาวด์! ตลาดคาดเฟดหั่นดอกเบี้ยธ.ค.นี้ ลุ้นทองแท่ง 70,000  บาทได้หรือไม่?
TNN ช่อง16
29 พฤศจิกายน 2568 ( 11:16 )
35

ราคาทองคำกลับมารีบาวด์ !!!  หลังจากที่ร่วงลงไป 120 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์  โดย gold spot ดีดปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4,190 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ในรอบสัปดาห์  ขณะที่ สัญญาทองคำตลาด COMEX งวดส่งมอบเดือนก.พ. ปรับตัวขึ้น 19 ดอลลาร์ หรือ 0.45% ไปแตะระดับ 4,221.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์

จากกระแสคาดการณ์ว่า ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในวันที่ 9-10 ธ.ค.นี้ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.75-4%  มาอยู่ที่ 3.5-7.75% หลัง การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งประวัติการณ์ หรือชัตดาวน์ยาวนาน 43 วัน ทำให้ข้อมูลสำคัญหลายชุดล่าช้า และสถิติบางรายการก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล  ซึ่งทำให้เฟดและนักลงทุนประเมินสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น

ขณะที่ตัวเลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ในเดือนก.ย. ที่ประกาศออกมาเพิ่มขึ้น 0.2% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 0.4% สะท้อนว่าผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  โดยสัญญาณความอ่อนแรงกำลังชัดเจนขึ้น  และตลาดแรงงานที่กำลังซบเซา เห็นได้จากอัตราว่างงานที่อยู่สูงสุดในรอบ 4 ปี ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าระมัดระวังมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของปี 68 จะเป็นอย่างไร จะไปต่อมากน้อยแค่ไหน มีปัจจัยอะไรที่จะเป็นแรงส่งบ้าง และแนวโน้มในปีหน้ายังสดใสสร้างผลตอบแทนที่ดีและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ในช่วงที่เกิดสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่  ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูกันค่ะ

 เริ่มจาก วรุต รุ่งขำ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด ประเมินว่า ราคาทองคำในเดือนธ.ค.คาดว่ายังแกว่งไซด์เวย์-ไซด์เวย์อัพ แรงหนุนจากตลาดคาดธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดประกาศยุติมาตรการ “คุมเข้มเชิงปริมาณ” หรือ Quantitative Tightening (QT) ตั้งแต่วันที่   1 ธ.ค.นี้จะเป็นบวกต่อทองคำ โดยจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากสภาพคล่องในระบบที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ตลาดคาดว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงในการประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 9-10 ธ.ค.นี้  ขณะที่ CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่าถ้าเฟดลดดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.นี้ ในไตรมาส 1/69 จะไม่ลดดอกเบี้ย แต่จะไปลดอีกครั้งในไตรมาส 2/69  และไตรมาส 3/69 ครั้งละ 0.25%   แต่ถ้าในเดือนธ.ค.ไม่ลดดอกเบี้ย ในปีหน้าก็จะต้องลดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง 

ขณะเดียวกันต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางอังกฤษหรือ บีโออี ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ ตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ย แต่ถ้าในวันนี้ 9-10 ธ.ค.นี้เฟดลดดอกเบี้ยบีโออีจะลดดอกเบี้ยตามหรือไม่ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.ในวันที่ 17 ธ.ค. ตลาดคาดลดดอกเบี้ยลง 0.25%  เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ตลอดจนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ หลัง “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีเรียกผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นไปหารือเรื่องชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากกังวลว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง 


ทั้งนี้ในเดือนธ.ค.จะเหลือเวลาเทรดทองคำเพียง 3 สัปดาห์ เพราะเข้าสู่ช่วงคริสมาสต์ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี ปริมาณซื้อขายทองคำเบาบางกองทุนจะชะลอซื้อขายสินทรัพย์ต่าง ๆ  เพราะสัปดาห์สุดท้ายจะเข้าสู่ช่วงหยุดยาวปีใหม่ ซึ่ง นักลงทุนต้องวางแผนลงทุนไว้ล่วงหน้า 

โดยต้องดูว่าราคาทองคำ gold spot จะสามารถไปยืนจุดสูงสุดเดิมในวันที่ 23 พ.ย. แตะระดับที่ 4,245 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านราคาอาจจะลงมาที่ 4,136 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 63,100 บาท หากไม่หลุดกรอบดังกล่าวสามารถเสี่ยงเข้าซื้อเล่นสั้นได้ แต่ถ้าหลุดมาอยู่ที่ 4,020 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 61,300 บาท หรือ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 61,000 บาท นักลงทุนระยะกลางและยาวรอเก็บเพิ่มได้  แต่ในทางตรงข้ามถ้าผ่านจุดสูงสุดเดิม 4,245  ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์อาจจะไปแตะที่ 4,300 ดอลลารสหรัฐต่อออนซ์

แม้ว่าที่ผ่านมาปัจจัยที่หนุนทองคำจะแผ่วลง ทั้งเรื่องสงครามทางการค้ารัสเซีย-ยูเครน ภาวะชัตดาวน์ในสหรัฐฯ ข้อพิพาทสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดจะหนุนให้ทองคำในปีนี้ให้ผลตอบแทนโดดเด่น

 โดยตั้งแต่ต้นปี- 28 พ.ย. ราคาทอง gold spot ปรับขึ้นแตะสูงสุด 1,760 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือ 68% ทองแท่ง 96.5% ปรับขึ้นสูงสุดด 24,650  บาท  หรือ 58% และในระหว่างทางอาจผันผวนพักฐานลงบ้าง จากปัจจัยที่เคยหนุนลดน้อยลง แต่แนวโน้มทองคำในปี 69 ยังไปต่อ

 

โดย Deutsche Bank ปรับคาดการณ์ราคาทองคำโลก (Gold) สำหรับ69  จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ประมาณ   4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์   เป็น   4,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์  โดยกรอบราคาที่อาจเกิดขึ้น สำหรับปีหน้าอยู่ที่ประมาณ  3,950 – 4,950 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ธนาคาร เจพี มอร์แกนคาดการณ์ว่า ราคาทองคำจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000- 5,055 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปี 69

ด้าน Goldman Sachs คาดราคาทองเฉลี่ยปี 69 อาจแตะ 4,900 ดอลลารสหรัฐต่อออนซ์  ในเดือนธ.ค. 69  

ส่วน Standard Chartered มองราคาปีหน้าที่ 4,488 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ฝั่ง UBS  ธนาคารสวิส ประเมินทองคำในปี 69 แตะ 4,700 ดอลลารสหรัฐต่อออนซ์

สำหรับทิศทางทองคำในปีหน้ามีโอกาสที่ทำจุดสูงสุดใหม่แรงส่งจากทิศทางดอกเบี้ยของเฟดยังอยู่ในช่วงขาลง เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหนุนราคาทองแท่งอาจจะไปแตะที่ระดับ 70,000 บาทได้ไม่ยาก


ฟาก "อารีรัตน์ มุราชัย" หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD  เล่าว่า  ราคาทองคำเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากในช่วงต้นเดือนพ.ย.ราคาย่อตัวลง เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน แต่เมื่อเข้าใกล้สู่วันประชุมของเฟดมีบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดสาขา อย่าง “คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์” กรรมการเฟด และ “จอห์น วิลเลียมส์” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กออกมาให้ข่าวสนับสนุนเฟดลดดอกเบี้ย หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวที่ออกมาไม่ดี โดยเฉพาะข้อมูลด้านตลาดแรงงานทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ 0.25% 

อย่างไรก็ตาม หากไม่ลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ในปีหน้าก็อาจจะต้องลดดอกเบี้ยตามแผนของเฟดที่ส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้า โดย Goldman Sachs คาดเฟดลดดอกเบี้ยธ.ค.นี้ ส่วน ธนาคารเจพีมอร์แกนประเมินว่าจะลดในเดือนธ.ค 68 และเดือนม.ค.69

ทั้งนี้มองว่าราคาทองคำในเดือนธ.ค. จะแกว่งไซด์เวย์อัพค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป ประเมินกรอบแนวรับที่ 4,150 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 63,300 บาท แนวต้านอยู่ที่ 4,230-4,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 64,000-65,000 บาท  ซึ่งต้องผ่านจุดสูงสุดเดิมที่ทำไว้เดือนพ.ย.ที่ 4,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ให้ได้ ถ้าผ่านจะไปต่อที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือไปแตะจุดสูงสุดเดิมที่ 4,380 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์  ทองแท่งอยู่ที่ 67,400 บาท  

นอกจากนี้ต้องติดตามว่า หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ จะหมดวาระว่า  “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ จะส่ง “เควิน แฮสเซตต์”  ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของ “ทรัมป์” มานั่งเก้าอี้แทน “พาวเวลล์” หรือไม่  ส่วน “ราฟาเอล บอสติก” ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาแอตแลนตา ประกาศว่าจะลาออกจากตำแหน่งเมื่อครบวาระในเดือนก.พ.ปีหน้าต้องดูว่าใครจะมาแทน   ถ้าทรัมป์เอาคนของตัวเองมานั่งตำแหน่งแทนมีโอกาสใช้นโยบายดอกเบี้ยผ่อนคลายจะทำให้การทำงานของเฟดขาดความเป็นอิสระ 

รวมถึงพิจารณาคดีของศาลชั้นสูง กรณีที่ “ทรัมป์” จะปลด "ลิซา คุก" กรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  เมื่อปลายเดือนส.ค. 68 โดยอ้างข้อกล่าวหา “ฉ้อโกงสินเชื่อบ้าน” และอยู่ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฯ  

ตลอดจนการพิจารณาของศาลสูงสุด ประเด็นการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกของ “ทรัมป์” ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  ถ้าศาลสูงสุดตัดสินว่า “ทรัมป์ไม่มีอำนาจ” ก็อาจทำให้ภาษีนำเข้า มาตรการภาษีหลายอย่างถูกยกเลิกและอาจต้องคืนเงิน และยกเลิกภาษีย้อนหลังที่เก็บในหลายประเทศไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อทองคำ 

ขณะที่ Bank of America ปรับเพิ่มเป้าราคาทองปี 69 ขึ้นสู่ 5,000 ดอลลารสหรัฐต่อออนซ์ทองแท่งอยู่ที่ 74,000 บาท (คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.15 บาทต่อดอลลาร์)  ดังนั้นทองคำยังไปต่อ แม้ว่าจะเกิดการพักฐานแต่เป็นช่วงสั้น ๆ  โดยนักลงทุนจะต้องติดตามข่าวสารต่าง ๆ ในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดต่อการตัดสินใจลงทุน 

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง