AI Disruption, War, Inflation ปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาตั้งแต่ต้นปี..นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร

“ความผันผวนของตลาดหุ้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่สงครามและ AI Disruption แบบเร็วกว่าคาด ถือเป็นเรื่องใหม่ของปี 2026 และเกิดขึ้นจริง”
บทความฉบับนี้ผมไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อปลอบใจผู้อ่านหรือให้กำลังใจกับนักลงทุนในวันที่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง แต่ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเสนอความคิด แนวทางรับมือบนสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นโดยมองสิ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา
อันดับแรกเราต้องยอมรับก่อนว่าหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนักลงทุน (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย) อยู่ในตลาดที่เป็นขาขึ้นและมีแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่สามารถ Deliver กำไรได้จริงบนดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาลงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยอมรับระดับราคา (Valuation) ที่แพงจนมองเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอีกหลายแห่งทั่วโลกที่ซื้อขายในระดับ P/E มากกว่า +1.00 S.D. ของค่าเฉลี่ยทั้ง 5 ปีและ 10 ปี
ในปี 2026 ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอน โดย AI Agent ซึ่งเคยถูกพูดถึงมาตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาแต่ในวันนี้การใช้งาน AI Agent กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและอยู่ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น การเปิดตัว AI ของ Anthropic อย่าง Claude Model ใหม่อย่าง Opus 4.6, Cowork (Agent Mode) ซึ่งมีความสามารถในการทำงานที่มีลักษณะเป็น กระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง AI สามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ที่เราอนุญาต และมี Plug In ที่ถูกใช้ร่วมกับ Google Workspace และ Microsoft 365 เป็นต้น
จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคาดว่าจะทำให้รายได้ของบริษัท ผู้ให้บริการ Software ที่คิดค่าบริการแบบรายหัวรวมถึง Platform ต่างๆ ทั้งกลุ่มขายสินค้า, บริการ, Search Engines ได้รับผลกระทบทั้งในมิติของรายได้ ส่วนแบ่งทางการตลาดและความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
เบื้องต้นเรามองว่าการ Disruption ดังกล่าวเป็นเรื่องจริง..แต่ท้ายที่สุดทุกการแข่งขันย่อมมีผู้แพ้-ผู้ชนะหรือผู้อยู่รอดที่ปรับตัวได้ดี ซึ่งมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่งและสามารถสร้างจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ในอนาคต ดังนั้นในวันที่ราคาหุ้นถูกเทขายยกกระดาน จึงเป็นโอกาสให้เราศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาโอกาสในการลงทุน
เบื้องต้นพูดถึงสมมุติฐานหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ AI ในประเด็นที่ว่าความฉลาดและองค์ความรู้ในการพัฒนา AI ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ 1. ความสามารถของทีมผู้พัฒนา 2. เงินทุน-ทรัพยากรที่พร้อมสำหรับการลงทุนและการเข้าถึงหรือพัฒนา Chip ให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด (คุ้มค่าที่สุด)
3. ปริมาณข้อมูลที่มากพอในการ Train Model AI บนสมมุติฐานดังกล่าวเราอาจประเมินได้ว่าบริษัท Alphabet (Google) เป็นหนึ่งในตัวเก็งที่น่าจับตามองว่าจะเป็นผู้อยู่รอดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รวมถึง X ของคุณ Elon Musk เป็นต้น
สงครามและความขัดแย้งกำลังบอกอะไรกับนักลงทุน?
ความเสี่ยงหลายอย่างไม่สามารถกำจัดได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น สงครามการค้า-สงครามจริง รวมถึงคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ (Executive Order) ส่วนสงครามระหว่างอิหร่าน, สหรัฐฯ-อิสราเอลมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไปอีกสักระยะหนึ่งและอาจจะไม่จบลงได้อย่างรวดเร็วอย่างที่หลายคนประเมิน อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะจำกัดจากความเสี่ยงที่ได้กล่าวไปข้างต้น ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นได้เร็วกว่า ดังนั้นการ “Hold Position” ที่ดีอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เบื้องต้นสำหรับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เราแนะนำมีดังนี้
1. เพื่อให้การกระจายการลงทุนมีประสิทธิภาพ นักลงทุนควรกระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นที่มีระดับของ Valuation ที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตนักลงทุนส่วนใหญ่) และอาจพิจารณาเลือกตลาดหุ้นที่มีความสัมพันธ์กับราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ
2. หุ้นกลุ่ม High Beta หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และตลาดหุ้นที่มีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มดังกล่าวอยู่มากมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนและความเสี่ยงที่มากกว่า ดังนั้นนักลงทุนอาจพิจารณาลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม Emerging Market หรือ Non-US Developed Market อาทิ ยุโรป-ญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนของอุตสาหกรรมซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่ม Defensive หรืออุตสาหกรรมที่เป็น Old Economy มากกว่าสำหรับเป็นทางเลือกที่ดี ณ วันที่นักลงทุนอยู่ในโหมด “Risk off”
3. ในช่วงเวลาที่ตลาดการลงทุนมีความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญและนักลงทุนมีความกลัวแบบสุดขีด (Extreme Fear) แรงขายอาจเกิดขึ้นในทุกสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำรวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ในกรณีของพันธบัตรรัฐบาล หากแรงขายทำให้อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เรามองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน หรืออย่างน้อยการสลับไปพักเงินในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ซึ่งนักลงทุนยังได้รับผลตอบแทนในรูปดอลลาร์ที่สูงจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ
3 แนวทางเบื้องต้น อาจเป็นทางเลือกที่เราใช้รับมือกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่สำคัญ การมีสติและเลือกถือ Position ที่ดีข้ามผ่านช่วงเวลาที่นักลงทุนมีความกลัวสุดขีดเป็นสิ่งที่จำเป็นและอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการปรับพอร์ตในวันที่สถานการณ์ต่างมีความไม่แน่นอนสูงและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
คอลัมน์: Global Insight by Pine Wealth Solution
โดย ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน
บล. ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
