รีเซต

เมื่อเอไอเพิ่มบทบาทในวงการเฮลธ์แคร์จีน (1)

เมื่อเอไอเพิ่มบทบาทในวงการเฮลธ์แคร์จีน (1)
TNN ช่อง16
8 มกราคม 2569 ( 09:45 )
14

ความสำเร็จในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนโยบาย AI+ ของรัฐบาลจีนที่กำหนดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาหลากหลายอุตสาหกรรมของจีนในปัจจจุบัน และหนึ่งในนั้นก็ได้แก่ อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ...

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 จีนได้ริเริ่มยุทธศาสตร์ระดับชาติ “Healthy China 2030” ที่กำหนดให้ “สุขภาพ” เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน โดยมุ่งเป้าให้ชาวจีนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผ่านการปรับปรุงบริการ การควบคุมโรค การเสริมสร้างสุขภาพ และรับประกันการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน

ยุทธศาสตร์นี้นำไปสู่แผนการปฏิรูปด้านการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมอย่างรอบด้าน โดยตั้งเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างระบบการสาธารณสุขและเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยเป็น 79 ปีภายในปี 2030 ทั้งที่ในสมัยปิดประเทศคนจีนมีอายุเฉลี่ยเพียง 37 ปี!!!

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์นี้ถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงจากหลายความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติโควิด-19 การขยายตัวของผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง และความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายทรัพยากรทางการแพทย์ รวมทั้งการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งนั่นหมายถึงความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2024 รัฐบาลจีนได้กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ “AI+” ที่ประยุกต์ใช้ AI เข้ากับอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ในเชิงลึก ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในวงการดิจิตัล AI เป็นเสมือนเด็กที่กำลังเติบโตขึ้น แต่ต้องได้รับการเฝ้าระวังและดูแลจากผู้ใหญ่ ซึ่งจีนก็เพิ่มความพยายามในการตอบสนองต่อวิวัฒนาการที่เร่งตัวของ AI และใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่ซ่อนอยู่ 

ในส่วนของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจังของรัฐบาลจีน การประยุกต์ใช้ AI ในการดูแลสุขภาพของจีนได้เติบโตอย่างน่าทึ่งในช่วงหลายปีต่อมา โดยเฉพาะการสร้าง “ห่วงโซ่ระบบนิเวศแอพลิเคชั่น AI” ที่ได้รับการสนับสนุนจากคลัสเตอร์อุตสาหกรรม สถาบันวิจัย และโรงพยาบาลนำร่อง ซึ่งช่วยยกระดับ AI จากการวิจัยสู่องค์ประกอบหลักของบริการสาธารณะ และมีบทบาทสำคัญในการรักษาหลายโรคอย่างเป็นรูปธรรม

โดยในยุทธศาสตร์ด้านการดูแลสุขภาพ AI แห่งชาติที่ประกาศโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2025 แสดงถึงความจริงจังในการนำเอาเทคโนโลยี AI ขั้นสูงมาปรับปรุงบริการสุขภาพ ด้วยการใช้ประโยชน์จากพลังของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ อุปกรณ์พยาบาลอัจฉริยะ และอื่นๆ 

จีนตั้งเป้าหมายที่จะนำชุดข้อมูลสุขภาพคุณภาพสูงและเครื่องมือวินิจฉัย AI ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของจีนภายในปี 2027 และวางแผนให้มีการวินิจฉัยโดยใช้ AI ในการดูแลเบื้องต้นอย่างกว้างขวางภายในปี 2030 ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงการดูแลสุขภาพคุณภาพสูงสำหรับประชาชนกว่า 900 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ กว่า 600 ล้านคนจะเป็นคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท 

แพลตฟอร์มข้อมูลด้านสุขภาพแห่งชาติแบบรวมศูนย์จะเชื่อมโยงโรงพยาบาลของส่วนกลาง มณฑล เมือง และอำเภอเข้ากับศูนย์ข้อมูลทางการแพทย์แบบบูรณาการ ขณะที่โมเดล AI จะวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยที่หลากหลายเพื่อให้คำแนะนำในการวินิจฉัยและสนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์

โดยคาดว่าในระยะนำร่อง การใช้ AI จะส่งผลให้อัตราความแม่นยำในการวินิจฉัยเพิ่มขึ้นจาก 80-90% เป็นมากกว่า 95% และลดเวลาในการวินิจฉัยจาก 1-2 วันเหลือเพียงไม่กี่นาที รวมทั้งยังจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการดูแลสุขภาพระหว่างชุมชนเมืองและชนบทลงได้มาก

ในบางกรณี ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยในสถานพยาบาลในพื้นที่ชนบท ทำให้อัตราการวินิจฉัยผิดพลาดสูงถึง 50% ในสถาพยาบาลปฐมภูมิ ซึ่งนั่นเท่ากับแผนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงพยาบาลเฉพาะทาง และคลีนิกในเมืองและหมู่บ้านจำนวนกว่า 25,000 แห่ง

ยิ่งไปกว่านั้น โดยที่แผนดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” ตรวจหาและป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ จึงน่าจะลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพต่อหัวได้มากถึง 20% ภายในปี 2030

ในชั้นนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวได้กำหนดแผนการดำเนินงานและเป้าหมายภายในปี 2027 ไว้จำแนกเป็นกำหนดการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระหว่างปลายปี 2025 ถึงเดือนมีนาคม 2026 ตามมาด้วยการนำร่องในโรงพยาบาลจำนวน 50 แห่งและคลีนิกในเมือง 500 แห่งในระหว่างเดือนเมษายน-ธันวาคม 2026 

ขณะเดียวกัน นวัตกรรมท้องถิ่นยังได้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์หลักในการดำเนินงาน และนำไปสู่การพัฒนา “โมเดลรางคู่” (Dual-Track Model) ผ่านการผสมผสานระหว่างการวางแผนส่วนกลางกับการนำร่องท้องถิ่น ส่งผลให้เฮลธ์แคร์ AI เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีพลวัตมากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิตัลของจีน

ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลกรุงปักกิ่งจัดสรรกองทุนพิเศษจำนวน 10 ล้านหยวนเพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนายา AI ขณะที่ เชินเจิ้นได้จัดตั้ง “สวนอุตสาหกรรม AI + ชีวิตและสุขภาพ” ที่จัดพื้นที่ออฟฟิศที่ไม่มีค่าเช่าและสถานการณ์การทดสอบในโลกของความเป็นจริงสำหรับสตาร์ตอัพ

นอกจากนี้ มณฑลไฮ่หนานก็กำลังใช้ประโยชน์จากนโยบายท่าเรือการค้าเสรี (Free Trade Port) เพื่อนำเสนอนวัตกรรมในการทดลองทางคลีนิก AI และกฎระเบียบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ขณะที่เซียะเหมินก็มุ่งมั่นพัฒนาศูนย์กลางความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศสำหรับนวัตกรรมเฮลธ์แคร์ในกลุ่ม BRICs ที่พร้อมพรั่งด้วยทรัพยากรสนับสนุนจากหลากหลายประเทศ

และโดยที่การถ่ายภาพและวิเคราะห์ทางการแพทย์ถือเป็นเนื้องานที่โดดเด่นที่สุดในการดูแลสุขภาพในจีนที่มีการรวบรวมและใช้งาน AI อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง กระดูกหัก และการตรวจหามะเร็ง ซึ่งครอบคลุมถึงรังสีวิทยา การส่องกล้อง พยาธิวิทยา และการถ่ายภาพผิวหนัง ซึ่งสะท้อนศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจของตลาดเฮลธ์แคร์ AI ในจีน

จีนนับเป็นหนึ่งในตลาดเฮลธ์แคร์ AI ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกอย่าง Frost & Sullivan และ Lead Leo Research Institute ระบุว่า หมวดหมู่ด้านการดูแลสุขภาพ เช่น มะเร็ง การวินิจฉัยโรคปอดบวม การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ และการตรวจหากระดูกหัก มีอัตราการเติบโตมากกว่า 60% ต่อปีในปัจจุบัน และคาดว่าตลาดจะขยายตัวต่อไปในอนาคต

จึงไม่น่าแปลใจที่เราเห็นบริษัทชั้นนำในด้านนี้ของจีนผุดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาทิ Alibaba Cloud, Alibaba Health, Baidu Health, Huawei Cloud, Tencent AI Lab, Tencent Healthcare, Ping An Smart Healthcare, JD Health, Neuro-Weave, Infervision, Deepwise, United Imaging และ Mindray และเชื่อว่าจะตามมาอีกมากในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง