รีเซต

หมอโปลิโอ ร่างกายไม่เป็นอุปสรรค อุทิศตนรักษาคนไข้ในซินเจียง

หมอโปลิโอ ร่างกายไม่เป็นอุปสรรค อุทิศตนรักษาคนไข้ในซินเจียง
TNN ช่อง16
10 เมษายน 2569 ( 19:23 )
12

หมอคนนี้มีชื่อว่า "หลี่ช่วงเย่" ชายชาวจีนวัย 38 ปี ผู้มีน้ำหนักตัวไม่ถึง 38 กิโลกรัม และเคยติดเชื้อไวรัสโปลิโอตอนอายุเพียง 7 เดือน ซึ่งทำให้เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงมาและมีส่วนสูงน้อยกว่าคนทั่วไปมาก ไม่สามารถเดินตัวตรงและต้องเคลื่อนที่ด้วยท่านั่งยองพร้อมจับข้อเท้าของตัวเองเพื่อเหวี่ยงร่างกายไปข้างหน้า

ภาพ: สำนักข่าวซินหัว



แม้จีนดำเนินการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอทั่วประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ แต่ยังคงมีเด็กผู้โชคร้ายเฉกเช่นหลี่ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโปลิโอในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แต่หลี่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา วันนี้เขากลายเป็น "คุณหมอ" ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนที่ชาวบ้านไว้วางใจ

คลินิกของหลี่ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านห่างไกลบริเวณขอบทะเลทรายทากลิมากัน เปิดทำการมานาน 3 เดือนแล้ว มีพื้นที่ 300 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องตรวจ ห้องให้ยาทางหลอดเลือดหรือห้องให้น้ำเกลือ ห้องยา และป้ายเขียนว่า "ให้บริการทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง" โดยยามผู้ป่วยมาถึง หลี่จะเคลื่อนตัวขึ้นนั่งบนรถเข็นวีลแชร์และพูดคุยกับผู้ป่วยในระดับสายตาเดียวกัน

แรกเริ่มเดิมทีชาวบ้านท้องถิ่นยังคงสงสัยในตัวคุณหมอร่างเล็กใส่แว่นสวมเสื้อกาวน์คนนี้ ตั้งคำถามว่าคนที่เดินเหินไม่สะดวกจะดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แต่ความสงสัยเหล่านั้นมลายหายไปด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นมืออาชีพและทุ่มเทของหลี่

เมื่อครั้งหลี่ทราบว่าผู้สูงอายุ 3 คน ซึ่งมีอายุมากกว่า 80 ปี ไม่สามารถเดินทางมาตรวจรักษาตามนัดเพราะลูกหลานต้องไปทำงานต่างถิ่น เขาได้จัดกระเป๋าแพทย์และเดินทางไปหาผู้ป่วยถึงบ้านดัวยตัวเอง โดยหลี่ได้ตรวจวัดความดันเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด และจ่ายยาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นหลี่ยังเคยรักษาผู้พิการฟรีและคิดค่าบริการแค่ครึ่งเดียวจากคนยากไร้

พ่าถีกู่ลี่ จาเค่อเอ่อร์ พยาบาลที่คลินิกของหลี่ บอกว่าบรรดาชาวบ้านไม่เคยคาดคิดว่าคนแปลกหน้าจะมีน้ำใจกับพวกเขามากขนาดนี้ แม้คลินิกของหลี่ตั้งอยู่ในอำเภอซาเชอที่มีประชากรชาวอุยกูร์จำนวนมาก แต่กำแพงทางภาษาก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค ชาวอุยกูร์ในท้องถิ่นยังคงเดินทางมารับการรักษาที่คลินิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วล็อกเกอร์คนหนึ่งได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงภาพหลี่ออกไปตรวจรักษาชาวบ้านในพื้นที่ชนบทโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จิตวิญญาณแห่งความพากเพียรและความอุทิศทุ่มเทของหลี่สร้างความประทับใจแก่ชาวเน็ตจีนจำนวนมาก บางส่วนแสดงความคิดเห็นว่าหลี่เป็น "แสงสว่าง" จุดประกายความหวังให้ผู้อื่น

ภาพ: สำนักข่าวซินหัว

ทั้งนี้ หลี่มาจากครอบครัวยากจนในพื้นที่ชนบทของมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน เคยถูกวินิจฉัยโรคผิดพลาดจนป่วยโรคโปลิโอตอนอายุ 7 เดือน ครอบครัวของเขาต้องกู้หนี้ยืมสินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อหาทางรักษาความพิการของหลี่ตลอดวัยเด็ก ซึ่งหลี่เล่าว่าตอนเด็กๆ เขาเกลียดการถูกเรียกว่า "ไอง่อย" แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วเพราะมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

หลี่เริ่มต้นเรียนชั้นประถมตอนอายุ 16 ปี และสามารถข้ามชั้นต่างๆ ด้วยความขยันหมั่นเพียร เขาได้รับความช่วยเหลือและความเมตตาจากครูและเพื่อน ได้รับสิทธิลดหย่อนค่าเล่าเรียน และเพื่อนร่วมชั้นช่วยอุ้มเขาขึ้นลงบันได โดยหลี่ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าจะเรียนแพทย์และสามารถเข้าเรียนที่วิทยาลัยแพทย์ในปี 2013 ต่อด้วยสาขาเวชศาสตร์คลินิกที่มหาวิทยาลัยเหอหนาน

อู๋จินเกอ อาจารย์ที่ปรึกษาของหลี่ ยังจดจำได้ดีว่าหลี่เป็นนักศึกษาที่ขยัน ได้รับทุนการศึกษา และใช้เงินทุนดังกล่าวช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบากกว่า ด้านแม่ของหลี่ ผู้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และยังคงใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในมณฑลเหอหนาน เล่าย้อนว่าตอนเด็กหลี่เคยพูดว่า "มีชีวิตอยู่แบบนี้ก็ไร้ความหมาย" ทว่าตอนนี้เธอภูมิใจในตัวลูกชายอย่างมาก

หลังจากได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเคยเปิดคลินิกในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หลี่ได้เดินทางสู่ซินเจียงในปี 2025 และเปิดคลินิกแห่งปัจจุบันด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนคนท้องถิ่น โดยเขาทำงานหนัก นอนเพียงคืนละ 4 ชั่วโมง พอไม่มีตรวจก็จะหมกตัวอยู่กับตำราแพทย์

"พื้นที่ชนบทมีโรคภัยไข้เจ็บทุกรูปแบบ ถ้าไม่ขยันเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อาจจะเกิดการวินิจฉัยผิดพลาดขึ้นมาได้ ซึ่งไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้น" หลี่กล่าว

สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจคืองานอดิเรกของหลี่อย่าง "ปีนเขา" โดยเมื่อปี 2016 หลี่เคยปีนเขาไท่ซาน หนึ่งในยอดเขาชื่อดังที่สุดของจีน แม้ต้องใช้เวลา 5 วัน 4 คืน ซึ่งมากกว่านักปีนเขาทั่วไปที่ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง โดยหลี่เผยว่าการปีนเขาเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม เมื่อปีนถึงยอดทำให้รู้สึกว่าเขาก็เป็นเหมือนคนอื่นได้

หลี่เคยโพสต์คลิปวิดีโอการปีนเขาของเขาบนสื่อสังคมออนไลน์และมียอดเข้าชมหลายพันครั้ง ทำให้มีคนแนะนำให้เขาเป็นอินฟลูเอนเซอร์หาเงินจากเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ แต่หลี่เลือกปฏิเสธโอกาสทำเงินไวเช่นนั้น เพราะหวังเพียงว่าเรื่องราวของเขาจะช่วยเป็นแรงใจให้ผู้อื่นก็เท่านั้น

ทั้งนี้ หลี่ได้ลงทะเบียนบริจาคร่างกายของตัวเองเพื่อการวิจัยทางการแพทย์หากเขาเสียชีวิต โดยหลี่กล่าวว่าตั้งแต่ป่วยเป็นโรคโปลิโอ เขาเฝ้าหวังว่าเหล่านักวิจัยจะได้ศึกษาร่างกายของเขาเพื่อค้นหาสาเหตุและแนวทางป้องกันไม่ให้มีเด็กต้องเติบโตขึ้นมาโดยยืนไม่ได้แบบเขาอีกต่อไป

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้จีนปลอดโรคโปลิโอในปี 2000 หลังจากดำเนินความพยายามควบคุมและป้องกันโรคโปลิโอมานานหลายทศวรรษ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง