CIMBชี้ตลาดหุ้นกู้ปี69ฟื้นตัว ตั้งเป้าAUMโตแตะ4.5แสนล.

#CIMB #ทันหุ้น – CIMB THAI เห็นสัญญาณตลาดหุ้นกู้ไทยฟื้นตัวขึ้น จากการผ่อนคลายด้านเครดิต รวมถึงความชัดเจนทางการเมือง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด คาดว่าปี 2569 หุ้นกู้ออกใหม่ 880,000-900,000 ล้านบาท โดยธนาคารครองส่วนตลาดหุ้นกู้เป็นอันดับ 1 ทั้งตลาดหลักและตลาดรอง โดยตั้งเป้า AUM เพิ่มขึ้นเป็น 450,000 ล้านบาท และโตแตะ 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573
นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMB THAI เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นกู้ไทยเริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายด้านเครดิตอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนผู้ออกตราสารหนี้ที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตมีจำนวนลดลง แต่นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตและมีการคัดเลือกความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ซึ่งสะท้อนได้จากการเคลื่อนไหวของ Credit Spread โดยกลุ่มอันดับเครดิต AAA มีแนวโน้มแคบลง ขณะที่ AA และ A ทรงตัว และ BBB กว้างขึ้นเล็กน้อย
สำหรับปี 2569 ธนาคารประเมินว่าภาพรวมตลาดหุ้นกู้มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากหลายปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ความชัดเจนทางการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนและหนุนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ โดยกรณีฐานคาดว่าจะมีการปรับลดอีก 1 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ออกอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สนับสนุนการฟื้นตัวของกำไรบริษัทและเอื้อต่อการแคบลงของ Credit Spread ขณะที่มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นของภาครัฐ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดและเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน
*หุ้นกู้ออกใหม่ 8.8-9 แสนล.
โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีมูลค่าหุ้นกู้ออกใหม่ 880,000-900,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับหุ้นกู้ที่ครบกำหนดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 875,000 ล้านบาท แต่ถ้าหากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวขึ้นคาดว่าในปีต่อไปจำนวนการออกหุ้นกู้ใหม่จะมีมากกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนด
ในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาลง การตัดสินใจของบริษัทจดทะเบียนว่าจะเลือกออกหุ้นกู้หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปกติแล้วบริษัทต่างๆ มักจะไม่พึ่งพาแหล่งเงินทุนเพียงแหล่งเดียว แต่จะเน้นการกระจายความเสี่ยงในการหาแหล่งเงินทุน เพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินสูงขึ้น
โดยพิจารณาจากความคุ้มค่า หากธนาคารเริ่มมีความผ่อนคลายและปล่อยกู้มากขึ้น บริษัทอาจพิจารณากลับไปกู้เงินจากธนาคารแทนการออกหุ้นกู้รุ่นใหม่หากต้นทุนต่ำกว่า แต่ถ้าบริษัทมีเครดิตเรตติ้งที่ดีและมีความมั่นคง การออกหุ้นกู้อาจช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยได้ดีกว่าการกู้ธนาคารในระยะยาว
*ครองอันดับ 1
ทั้งนี้ธนาคารได้ครองอันดับ 1 ในด้านมูลค่าธุรกรรมซื้อขายตราสารหนี้ทุกประเภทที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ที่มีมูลค่าตลาด 11.49 ล้านล้านบาท ซึ่งธนาคารครองส่วนแบ่งตลาด 15.39% คิดเป็นมูลค่า 1.77 ล้านล้านบาท รวมถึงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในการซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองกับลูกค้ารายย่อย คิดเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาด 52,413 ล้านบาท
ดังนั้นธนาคารตั้งเป้าหมายมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ไม่รวมเงินฝาก เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 5 ปี (นับตั้งแต่ปี 2569-73) เกือบแตะ 1 ล้านล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณเกือบ 300,000 ล้านบาท ตั้งเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 50% คาดว่าปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 450,000 ล้านบาท โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างความไว้ใจให้กับลูกค้า และการขยายทีมงานโดยประกาศรับ Relationship Manager (RM) เพิ่มเติมอีก 200 ท่าน เพื่อรองรับ Ecosystem การลงทุน
*สะสมหุ้นกู้คุณภาพดี
ในเชิงกลยุทธ์ธนาคารแนะนำให้ผู้ลงทุนทยอยสะสมหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี ระดับ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป)ในช่วงที่ Credit Spread ยังอยู่ในระดับจูงใจ ขณะเดียวกันลูกค้าที่ถือพันธบัตรออมทรัพย์สามารถพิจารณาขายทำกำไรในตลาดรอง แล้วนำเงินกลับมาจัดสรรเพื่อลงทุนต่อทั้งออมหุ้นกู้เอกชนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนหรือสำหรับผู้ที่เน้นความมั่นคงของเงินต้นสามารถพิจารณาออมพันธบัตรรัฐบาลอายุประมาณ 20 ปี ซึ่งปัจจุบันให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับอดีต และหาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี พันธบัตรระยะยาวมีโอกาสสร้างกำไรจากการขาย นอกเหนือจากผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ได้รับอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตตราสารหนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
