รีเซต

PTT โชว์ฝีมือบริหารเด็ด จัดหนักปันผลสูง 2.30 บ.

PTT โชว์ฝีมือบริหารเด็ด จัดหนักปันผลสูง 2.30 บ.
ทันหุ้น
20 กุมภาพันธ์ 2569 ( 02:00 )
20

            บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รายงานกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 90,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไร 90,072 ล้านบาท ขณะที่ผลงานเฉพาะไตรมาส 4/2568 โดดเด่นสุดขีด มีกำไรสุทธิ 25,534 ล้านบาท พุ่งขึ้นกว่า 100% (YoY) และโต 29.1% (QoQ)

            แม้กำไรจากการดำเนินงาน หรือ EBITDA จะลดลง 16% เหลือ 332,849 ล้านบาท แต่บริษัทได้รับแรงหนุนจากรายการพิเศษรวมกว่า 14,400 ล้านบาท ประกอบด้วย กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน Lotus Pharmaceutical ของ PTTGM กำไรจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม ของ TOP ในสิงคโปร์ และโครงการแอลจีเรีย ทูอัท ของ PTTEP รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ที่เพิ่มขึ้นตามการแข็งค่าของเงินบาท

@ เจาะรายได้กลุ่มธุรกิจ

            สำหรับยอดขายรวมอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท ลดลง 13.9%  โดยในปี 2568 ปตท. เผชิญปัจจัยลบจากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ลดลงเหลือ 69.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 12.8% และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้รายได้จากกลุ่มต่างๆ ปรับลดลง

            กลุ่มการค้าระหว่างประเทศ รายได้ 1,533,742 ล้านบาท ลดลง 21.0% แม้ปริมาณขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจากการขยายฐานลูกค้าในเอเชีย แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลงตามตลาดโลก กลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น รายได้ 1,152,503 ล้านบาท ลดลง 14.8% รับผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ของ PTTGC และ TOP รวมถึงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ที่ลดลง

            กลุ่มน้ำมันและการค้าปลีก รายได้ 659,487 ล้านบาท ลดลง 9.3% ปริมาณขายน้ำมันดีเซลลดลงจากการแข่งขันสูงและราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลงตามตลาดโลก กลุ่มก๊าซธรรมชาติ รายได้ 469,527 ล้านบาท ลดลง 19.0% ราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคา Pool Gas และราคาอ้างอิงปิโตรเคมี

            กลุ่มสำรวจและผลิต รายได้ 281,449 ล้านบาท ลดลง 9.9% แม้ปริมาณขายจะโตขึ้น 4.3% จากโครงการ G1/61 แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลงตามทิศทางราคาพลังงาน  กลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน รายได้ 105,635 ล้านบาท ลดลง 7.5% โดยหลักจากรายได้โรงไฟฟ้า SPP ของ GPSC ที่ลดลงตามค่า Ft และสัญญาขายไฟที่สิ้นสุดลง

@ แนวโน้มปี 2569

            สำหรับภาพรวมปี 2569 ยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเมินราคาน้ำมันดิบ คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 58-68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยอุปทานจาก Non-OPEC+ เช่น แคนาดา, บราซิล จะเพิ่มขึ้นมากกว่าความต้องการใช้

            ด้าน ธุรกิจปิโตรเคมี แนวโน้มยังทรงตัวในระดับต่ำ เนื่องจากจะมีกำลังการผลิตใหม่จากจีนและสหรัฐฯ ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่วนค่าการกลั่น (GRM) อ้างอิงสิงคโปร์คาดอยู่ในช่วง 4.1-5.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

            ทั้งนี้ ปตท. เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจใหม่ (Non-Hydrocarbon) โดยใช้กลยุทธ์ "Smart Exit" เช่น การลดสัดส่วนในธุรกิจ EV และปรับปรุงการลงทุนใน Life Science เพื่อมุ่งเน้นการพึ่งพาแหล่งเงินทุนของตนเอง (Self-Funding)

            ปตท. ยังคงความแข็งแกร่งทางการเงินด้วย Net D/E ที่ลดลงเหลือ 0.60 เท่า และรักษาวินัยการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่กระแสเงินสดยังสูงถึง 346,817 ล้านบาท

@ ปันผลเพิ่ม 1.40 บาท

คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 2.30 บาท โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษ 0.20 บาทต่อหุ้น รวมเป็นจำนวนประมาณ 65,361 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักเงินปันผลระหว่างกาล 0.90 บาทแล้ว คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 1.40 บาท โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลัง 1.20 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษ 0.20 บาทต่อหุ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง