KKP ชี้ช่องลงทุนให้เงินออมโตรับเกษียณ หลังสวัสดิการรัฐจำกัด

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตระดับ 2.5% มีโอกาสโตได้ดีขึ้นจากประโยชน์ที่น่าจะได้จากการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ซึ่งไทยยังเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์ แต่ในภาพรวมการเติบโตของไทยยังมีตัวฉุดจากอุตสาหกรรมเดิมในภาคส่วนสำคัญหลายกลุ่ม อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์, ปิโตรเคมี, เครื่องใช้ไฟฟ้า,การก่อสร้าง,ตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว จากกำลังซื้อที่ขยายตัวน้อย
ส่วนประเด็นผลกระทบจากความไม่แน่นอน หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 2569 และสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรปที่มีการชุมนุมนั้น คาดจะกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยโดยตรงไม่มากนัก แต่คงหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านเซนติเมนต์ยาก จึงยังคาดการณ์เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ระดับ 1,680 จุด
ปัจจุบัน KKP ยังอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายดัชนีใหม่ ตามเงื่อนไขการทบทวนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตามสมมุติฐานใหม่ ที่มีการปรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ของกระทรวงอุตสาหกรรม ตามข้อมูลอุตสาหกรรม รวมถึงการรายงาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3 ปี 2569 และมุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันจันที่ 16 พ.ย.นี้
อย่างไรก็ดตาม ถึงสถานการณ์ปัจจุบัน GDP ไทยจะโตต่ำสุดในอาเซียน ทำให้มีข้อจำกัดในการแข่งขันและการลงทุน แต่ทางเลือกการลงทุนไม่ได้จำกัด เนื่องจากนักลงทุนสามารถกระจายไปในต่างประเทศได้ ที่สำคัญการลงทุนยังช่วยให้เงินออมเติบโตและมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายหลังเกษียณด้วย ซึ่งควรมีการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณ และเกษียณแล้วก็ยังต้องลงทุน เพื่อให้เงินออมได้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ ขณะที่สวัสดิการภาครัฐมีไม่เพียงพอที่รองรับการเกษียณ
ทั้งนี้ KKP มองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะ “แก่ก่อนรวย” ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 24% กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่สวัสดิการภาครัฐมีข้อจำกัด โดยแรงงานไทยกว่า 54% ยังอยู่นอกระบบประกันสังคม และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เพียงร้อยละ 7 เท่านั้น และรายได้ต่อหัวของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น
ขณะที่คนไทย 86% ยังไม่มีแผนออมเงินที่ชัดเจนหรือทำตามแผนไม่ได้ และเงินออมกว่า 80% กระจุกตัวในเงินฝากหรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ซึ่งอาจเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นถึง 14.8% ในปี 2569 แต่คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น โดยต้องเตรียมเงินรองรับชีวิตหลังเกษียณอีก 25-30 ปี ทำให้การลงทุนระยะยาวมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น
นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทพบว่าความกังวลที่สุดของคนทำงานคือ ไม่รู้จะเริ่มจัดการการลงทุนอย่างไรเพื่อดูแลชีวิตหลังเกษียณได้อย่างเพียงพอ หรือไม่รู้ว่าเงินก้อนที่มีจะพอเบิกใช้ไปจนวันสุดท้ายหรือไม่ KKP จึงตั้งใจสร้าง Retirement Solutions ขึ้นมา
เพื่อให้ลูกค้าเพียงกำหนดว่าต้องการเกษียณปีไหน จากนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการดูแล โซลูชันนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยบริหารกระแสเงินสดไปจนถึงอายุ 90 ปี โดยที่ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับการจัดการตลอดทาง เพราะการลงทุนเพื่อการเกษียณไม่ควรเป็นการลงทุนเพื่อติดตามผลตอบแทน แต่ควรเป็นการลงทุนที่ทำให้เราสบายใจได้ว่าจะมีชีวิตที่ดีเมื่อถึงเวลาเกษียณ
ทั้งนี้ KKP ร่วมกับ Capital Group เปิดตัว Retirement Solution ภายใต้แนวคิด “Set and Forget” แบ่งการลงทุนเป็น 2 ระยะ ครอบคลุม 2 ช่วงชีวิต คือ
-ระยะที่ 1 สะสมความมั่งคั่ง (สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวเกษียณ): กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire โดยลูกค้าเพียงเลือก "ปีเป้าหมายที่จะเกษียณ" ระบบจะใช้กลไกปรับลดความเสี่ยงให้อัตโนมัติเมื่อใกล้วันเกษียณ แต่ยังคงสัดส่วนหุ้นที่เหมาะสมเพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว
-ระยะที่ 2 รับกระแสเงินสด (สำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือเกษียณแล้ว): กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income ประกอบด้วย 2 กองทุน KKP Lifelong Income และ KKP Advanced Income โดยกองทุนเกษียณจะทลายกรอบเดิมที่เน้นแต่ตราสารหนี้ ด้วยการผสมผสานหุ้นปันผลคุณภาพสูงเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ และมีกลไกรับกระแสเงินสดอัจฉริยะ (Auto-Redemption) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุ ให้รับเงินคืนรายงวดได้อย่างสม่ำเสมอ
หัวใจสำคัญ คือ การเกษียณอย่างมั่นคงไม่ได้วัดแค่เงินก้อนที่สะสมได้ แต่ต้องบริหารเงินให้เติบโตทันค่าครองชีพ และมีรายได้เพียงพอใช้ตลอดชีวิต โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานหรือสวัสดิการรัฐเพียงอย่างเดี
ด้านข้อมูลการเสนอขาย กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire ที่ไม่รวมกอง RMF และ KKP Retirement Income เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. - 2 พ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ในขณะที่กองทุน KKP Ready Retire ประเภท RMFเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. - 3 พ.ย. 2569 เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน KKP Better และ Dime! หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ทุกสาขา
ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย KKP ยังแนะนำให้เน้นหุ้นในกลุ่มปลอดภัยที่มีแรงหนุนระยะยาว อย่าง กลุ่มธนาคาร ที่มีโอกาสเติบโตไปกับการขยายตัวของสินเชื่อ ตามดีมานด์การเพื่อการลงทุนในระยะถัดไปและปันผลที่สูง รวมถึงกลุ่มเฮลธ์แคร์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
