รีเซต

เบื้องหลังวิกฤต แผ่นดินไหวเขย่าเมือง กรุงเทพฯ รับมืออย่างไร ฟื้นตัวได้เร็ว

เบื้องหลังวิกฤต แผ่นดินไหวเขย่าเมือง กรุงเทพฯ รับมืออย่างไร ฟื้นตัวได้เร็ว
TNN ช่อง16
1 เมษายน 2568 ( 17:39 )
7

แผ่นดินไหวภัยพิบัติที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ทุกวินาทีคือความหมายของชีวิต เหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงมายังประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเพทฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

วิกฤติจากภัยพิบัติครั้งนี้ไม่เพียงทดสอบความแข็งแกร่งของโครงสร้างเมือง แต่ยังทดสอบระบบบัญชาการและการทำงานของทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน กรุงเทพฯ ภายใต้การนำของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ รองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ EOC (Emergency Operations Center) และ ICS (Incident Command System) ในการบริหารจัดการภาวะวิกฤติ

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นสมองของเมืองในยามที่ทุกอย่างสับสนและเร่งด่วน ความแม่นยำในการตัดสินใจคือกุญแจสำคัญ ทุกคำสั่งต้องเป็นไปตามแผน ทุกข้อมูลต้องถูกต้องที่สุด


  

 

 


 

กทม. รับมืออย่างไรในภาวะวิกฤติ

EOC ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่รวมตัวของผู้มีอำนาจตัดสินใจ แต่เป็นระบบที่วางแผนมาเพื่อให้การตอบสนองต่อวิกฤติเป็นไปอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 5 ส่วนหลัก

ฝ่ายบัญชาการ (Command) นำโดยผู้ว่าฯ หรือรองผู้ว่าฯ เป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจและส่งต่อคำสั่ง
ฝ่ายปฏิบัติการ (Operations) ลงมือในพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นทีมกู้ภัย วิศวกร หรือแพทย์ที่เข้าถึงพื้นที่เสี่ยง
ฝ่ายวางแผน (Planning) คอยวิเคราะห์ข้อมูล วางแนวทางล่วงหน้า และประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์
ฝ่ายโลจิสติกส์ (Logistics) ดูแลการขนส่ง อาหาร น้ำ และทรัพยากรจำเป็น
ฝ่ายการเงินและการบริหาร (Finance/Admin) ดูแลงบประมาณและกระบวนการทางเอกสาร

ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันภายใต้ระบบเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้คือ ICS (Incident Command System) ระบบบัญชาการที่ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นและรองรับสถานการณ์ได้ทุกระดับ โดยปรับรูปแบบการทำงานปรับเปลี่ยนสถานการณ์ในระยะต่าง ๆ 

ระยะที่ 1: 0 – 48 ชั่วโมงแรก (ช่วงเร่งด่วนและการควบคุมวิกฤติ)

แผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบหลายจุดทั่วกรุงเทพฯ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ข้อมูลยังไม่แน่ชัด มีรายงานอาคารเสียหายและผู้ติดอยู่ในซากอาคารหลายแห่ง ความสับสนในข้อมูลและความตื่นตระหนกของประชาชนเป็นอุปสรรคสำคัญ

ในสถานการณ์ลักษณะนี้ การสื่อสารเปรียบได้กับ CPR – ต้องเร่งช่วยให้เมืองหายใจได้ก่อน ต้องแจ้งเตือนอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้คนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน

EOC จึงเริ่มทำงานเต็มระบบ โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 5 ส่วนหลัก

-ฝ่ายบัญชาการ (Command): ผู้ว่าฯ ชัชชาติและทีมบริหารตัดสินใจเชิงนโยบาย

-ฝ่ายปฏิบัติการ (Operations): เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ทีมกู้ภัย และวิศวกรเข้าตรวจสอบพื้นที่

-ฝ่ายวางแผน (Planning): วิเคราะห์สถานการณ์ คาดการณ์ผลกระทบ

-ฝ่ายโลจิสติกส์ (Logistics): ประสานงานขนส่ง อาหาร น้ำ และที่พัก

-ฝ่ายการเงินและบริหาร (Finance/Admin): ดูแลงบประมาณและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ช่วงเวลา 24-48 ชั่วโมงแรก เป็นช่วงที่ข้อมูลยังไม่นิ่ง ทุกการตัดสินใจต้องรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่การสื่อสารสาธารณะมีการกำหนดผู้รับผิดชอบที่จะสื่อสารไปยังประชาชนอย่างชัดเจน 


ระยะที่ 2: 48 – 72 ชั่วโมง (เหตุการณ์เริ่มนิ่งและการจัดการระยะกลาง)

เมื่อเข้าสู่ ช่วงหลัง 48 ชั่วโมง การกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่สถานการณ์โดยรวมเริ่มนิ่งขึ้น ข้อมูลจากหลายพื้นที่เริ่มมีความแม่นยำมากขึ้น ประชาชนเริ่มปรับตัวได้และลดความตื่นตระหนกลง

การสื่อสารในระยะนี้เปลี่ยนไป จากการแจ้งเตือนฉุกเฉิน กลายเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและสร้างความมั่นใจ เช่น การอัปเดตจำนวนอาคารที่ได้รับผลกระทบ แผนฟื้นฟูในระยะถัดไป และแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ขณะที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ รวมถึงวิศวกรอาสา สำนักงานเขต เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากไทยและต่างประเทศ กระจายทำภารกิจ เช่นการช่วยเหลือ ต้นหา ผู้บาดเจ็บ ผู้รอดชีวิต หรือตรวจสอบอาคารที่ได้รับแจ้งความเสียหายผ่าน Traffy Fondue และมีการระงับใช้อาคารที่ไม่ปลอดภัย

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ EOC เริ่มลดระดับจาก "ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์" กลายเป็น "ศูนย์อำนวยการ" ที่เน้นการประสานงานมากขึ้น


ระยะที่ 3: หลัง 72 ชั่วโมง (เข้าสู่โหมดฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่น)

เมื่อผ่าน 72 ชั่วโมง ระบบเริ่มลงตัว ข้อมูลนิ่งขึ้น ทีมกู้ภัยสามารถระบุตำแหน่งผู้สูญหายได้ชัดเจน การแถลงข่าวในช่วงนี้จะมีโทนที่เป็นทางการมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่แน่ชัด

การสื่อสารในระยะนี้เปลี่ยนจาก “แจ้งเตือน” เป็น “ส่งสัญญาณการฟื้นฟู” โดยมีการนำเสนอแผนระยะยาว เช่น

-แนวทางซ่อมแซมอาคาร

-การค้นหาช่วยเหลือผู้รอดชีวิต

-มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัย

-การปรับปรุงระบบรับมือภัยพิบัติในอนาคต

โดยในช่วงนี้ รองผู้ว่าฯ ทวิดา ลงพื้นที่บัญชาการที่ JJ Mall เพื่อให้ศูนย์บัญชาการอยู่ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการมากที่สุด พร้อมประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติเพื่อปรับแผนกู้ภัย

 

ศูนย์บัญชาการกลางที่เคลื่อนที่ได้

การค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตใต้ซากตึก สตง. ที่ถล่มลงมาหลังแผ่นดินไหว การกู้ภัยต้องแข่งกับเวลา รศ. ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ประชุมและปรับแผนปฏิบัติการร่วมกับทีมกู้ภัย หลังจากพบสัญญาณว่าภายในซากอาคารยังมีร่องรอยของผู้ที่อาจติดอยู่ข้างใน

เดิมที ศูนย์บัญชาการหลักของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ศาลาว่าการ กทม. แต่เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มนิ่งและต้องมีการปรับโฟกัสใหม่ กองอำนวยการตัดสินใจขยับศูนย์บัญชาการลงมาใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ โดยย้ายมาที่ JJ Mall เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทีมกู้ภัยและรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ต้องเข้าออกลำเลียงเศษซากอาคาร เปิดทางให้มีเส้นทางเข้าออกได้สองทาง ลดข้อจำกัดในการทำงานของเจ้าหน้าที่

“ตอนนี้เราย้ายศูนย์บัญชาการมาอยู่ที่จตุจักร เพื่อบัญชาการจากที่นี่ ส่วนที่ศาลาว่าการจะลดระดับลงเป็นศูนย์อำนวยการ” 

รศ. ทวิดา ย้ำว่าแม้ศูนย์บัญชาการหลักจะย้ายลงมาอยู่ในพื้นที่วิกฤติ แต่กรุงเทพมหานครยังคงมีโครงสร้างการบริหารจัดการแบบเต็มระบบ ไม่ได้ลดระดับการดูแลสถานการณ์โดยรวมแต่อย่างใด

 

กุญแจสำคัญการทำงานในภาวะวิกฤติ


ICS ช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถทำงานภายใต้กรอบที่ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือกับภัยพิบัติ

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม ทีมบัญชาการต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่ การจัดการต้องมีแบบแผน และต้องยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ นี่คือจุดแข็งของ ICS ที่ทำให้ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองและทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

รศ. ทวิดา กล่าวว่า หน่วยงานทุกฝ่าย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อปรับแนวทางการค้นหาผู้สูญหายภายในซากตึก ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะเข้าไปปฏิบัติการจริง การทำงานในพื้นที่ประสบภัยไม่ใช่แค่เรื่องของความกล้าหาญ แต่ต้องมีความรอบคอบและการบริหารความเสี่ยงที่ดี



บทเรียนจากเหตุแผ่นดินไหวเขย่าเมือง

แม้จะมีแผนที่ดี แต่การรับมือภัยพิบัติก็ยังมีความท้าทายมากมายการสื่อสารในภาวะฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างความสับสนให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน การใช้ Single Source of Truth หรือการรวมศูนย์ข้อมูลจากแหล่งเดียวเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลที่ตรงกัน

อีกปัจจัยสำคัญคือ การประสานงานข้ามหน่วยงาน การที่หน่วยงานต่างๆ มีมาตรฐานการทำงานที่แตกต่างกัน อาจทำให้การทำงานไม่ราบรื่น แต่ด้วยโครงสร้างของ ICS และ EOC ทำให้สามารถจัดการกับอุปสรรคนี้ได้

สุดท้ายคือเรื่องของ ความพร้อมของเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่รองรับแผ่นดินไหวอาจสร้างความเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่กรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ต้องนำไปปรับใช้

การบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่แค่เรื่องของการกู้ภัยหลังเกิดเหตุ แต่คือการสร้างระบบที่แข็งแกร่งตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การที่กรุงเทพฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นว่าการมี EOC และ ICS เป็นโครงสร้างที่สำคัญและจำเป็น

การย้ายศูนย์บัญชาการไปยังพื้นที่หน้างานตึก สตง.ถล่ม เป็นตัวอย่างของ การบริหารวิกฤติที่ยืดหยุ่น ซึ่งสะท้อนหลักการของ ICS ที่เน้นการปรับตัวตามสถานการณ์ ทำให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่

การทำงานของกรุงเทพฯ ในวิกฤติครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เมืองที่มีระบบที่ดี มีแผนที่ชัดเจน และมีทีมที่ทำงานอย่างเป็นระบบ สามารถลดความสูญเสียและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง