ทรัมป์บนเวทีดาวอส กรีนแลนด์ นาโต ยุโรป ยูเครน และสารพัดสิ่งสะเทือนโลก

สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บนเวที World Economic Forum เมืองดาวอส กินเวลายาวนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นโยบายต่างประเทศแบบสุดโต่งของเขาได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการประชุมประจำปีในแบบฉบับเวทีนี้ไปอย่างสิ้นเชิง จากเวทีที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของพหุภาคีและการสร้างฉันทามติ กลายเป็นเวทีที่ทั้งวงหมุนรอบคำถามเดียวกันว่า แล้วโลกควรรับมืออย่างไรกับผู้นำที่พร้อมจะกดดันพันธมิตรไม่ต่างจากคู่แข่งเช่นนี้
ทั้งประเด็นกรีนแลนด์ การพยายามเชื่อมโยงความจำเป็นที่สหรัฐฯ ต้องได้มาซึ่งเกาะแห่งนี้เข้ากับ NATO ว่า ‘อเมริกาที่แข็งแกร่ง คือ NATO ที่แข็งแกร่ง’ รวมทั้งยังวิจารณ์ถึงยุโรปว่ากลายเป็นภูมิภาคที่กำลังเสื่อมถอยจนจำภาพเดิมยุโรปไม่ได้แล้ว
ร่วมถอดรหัสสุนทรพจน์หยุดโลกของทรัมป์ที่ดาวอสไปพร้อมกัน เขากำลังบอกอะไรกับโลกบ้าง?
‘เคลมผลงานอันน่าภาคภูมิใจ’
ทรัมป์เริ่มต้นคำกล่าวโดยมุ่งเน้นการประกาศชัยชนะของตนเองในปีแรกหลังกลับมาดำรงตำแหน่ง โดยเรียกมันว่า “การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา” และอ้างว่าเงินเฟ้อถูก “ปราบเรียบร้อยแล้ว” ชายแดนกลายเป็นพื้นที่ที่แทบจะไม่อาจเจาะผ่านได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังมุ่งสู่ระดับที่ไม่เคยมีประเทศใดทำได้มาก่อน
เขานำผลงานของตนไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ฝันร้ายของภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงัน” ในยุคของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเขาเยาะเย้ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นเพียง “autopen”
แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นตลอดสุนทรพจน์อันยืดยาว กลับไม่ใช่การเฉลิมฉลองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หากเป็นการประกาศอำนาจของสหรัฐฯ อย่างครอบคลุม และบทบาทของตัวทรัมป์เองในฐานะผู้ออกแบบอำนาจ เหนือพันธมิตร ศัตรู และสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ มากมาย
“สหรัฐอเมริกาคือเครื่องยนต์เศรษฐกิจของโลก” และเมื่ออเมริกาเติบโต โลกทั้งใบก็เติบโตตาม “หากไม่มีเรา ตอนนี้พวกคุณคงกำลังพูดภาษาเยอรมัน และอาจจะมีภาษาญี่ปุ่นปนอยู่บ้าง” ทรัมป์กล่าวกับผู้ฟังที่เป็นมหาเศรษฐี เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการทูต
‘เราต้องการกรีนแลนด์’
ในประเด็นกรีนแลนด์ ทรัมป์เรียกร้องให้มี “การเจรจาโดยทันที” กับเดนมาร์ก โดยยืนยันว่ากรีนแลนด์มีความจำเป็นต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และความมั่นคงของโลก แม้เขาจะย้ำว่าไม่ตั้งใจใช้กำลังทหารเพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นความพยายามที่ชัดเจนที่สุดของเขาในการลดทอนนัยคุกคามที่แฝงอยู่เบื้องหลังข้อเรียกร้องที่ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับพันธมิตรนาโตไปแล้ว
ทรัมป์กล่าวว่า “เราคงจะไม่ได้อะไรเลย หากผมไม่ตัดสินใจใช้พลังและกำลังอย่างเกินขนาด ซึ่งในกรณีนั้น พูดกันตรงๆ เราจะไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่ผมจะไม่ทำแบบนั้น”
เขากล่าวเสริมว่า “ผมไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ผมไม่อยากใช้กำลัง และผมจะไม่ใช้กำลัง สิ่งที่สหรัฐอเมริการ้องขอทั้งหมด ก็แค่สถานที่ที่เรียกว่ากรีนแลนด์”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขายังคงมองว่าการเป็นเจ้าของดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้โดยสมบูรณ์เป็นสิ่งจำเป็น โดยให้เหตุผลว่า “คุณจำเป็นต้องเป็นเจ้าของจึงจะสามารถปกป้องมันได้” และ “คุณไม่สามารถปกป้องมันได้ด้วยการเช่า”
นอกจากนี้ เขายังอ้างว่า “เกาะขนาดมหาศาลที่ไม่มีการป้องกันแห่งนี้ แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาเหนือ อยู่บนแนวชายแดนตอนเหนือของซีกโลกตะวันตก นั่นคือดินแดนของเรา”
แม้ทรัมป์จะยืนยันว่าเขาไม่มีเจตนาใช้กำลัง แต่เขาก็ผูกคำรับประกันนั้นเข้ากับคำเตือนที่แฝงนัยอย่างชัดเจนว่า “คุณตอบตกลง เราจะซาบซึ้งใจมาก หรือคุณจะตอบปฏิเสธ เราจะจดจำไว้”
‘อเมริกาที่แข็งแกร่ง = NATO ที่แข็งแกร่ง’
การผสมผสานระหว่างท่าทีประนีประนอมกับการข่มกดดันเช่นนี้ ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์ เขาโอ้อวดถึงการบีบให้นาโตเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่าพันธมิตรเหล่านั้นจะยื่นมือช่วยเหลือสหรัฐฯ หรือไม่ หากสหรัฐฯ ถูกโจมตี เขาอธิบายว่ายุโรปพึ่งพาการคุ้มครองจากสหรัฐฯ แต่กลับไม่สำนึกบุญคุณอย่างเพียงพอ
ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะอยู่เคียงข้าง NATO 100% แต่ก็ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า โดยกล่าวว่า “เราทุ่มให้มาก แต่ได้กลับมาน้อยมาก”
‘ยุโรปกำลังเดินไปผิดทาง’
ทรัมป์เตือนว่า “บางพื้นที่ในยุโรปไม่อาจจดจำได้อีกต่อไป” โดยโทษการอพยพจำนวนมากที่ไร้การควบคุม นโยบายสิ่งแวดล้อม และการย้ายฐานอุตสาหกรรมหนักออกนอกประเทศ ว่าเป็นต้นเหตุของความเสื่อมถอยของทวีปยุโรป เขาวิพากษ์วิจารณ์ยุโรปหลายครั้ง แม้ผู้นำยุโรปจำนวนมากจะนั่งอยู่ในห้องประชุมก็ตาม
เขากล่าวว่า “ยิ่งประเทศใดมีกังหันลมมากเท่าไร ประเทศนั้นก็ยิ่งสูญเสียเงินมากขึ้นเท่านั้น” นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศอื่นทำตามสิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำ พร้อมชี้ชัดว่าการไม่ปฏิบัติตามจะมีต้นทุน เขาโอ้อวดถึงการลดกฎระเบียบและการลดภาษีศุลกากรให้ผู้ผลิตในประเทศ ขณะเดียวกันก็เพิ่มภาษีต่อสินค้าจากต่างประเทศ และอ้างว่าสามารถลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ได้อย่างมาก พร้อมทั้งบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมถึง 40% ของการค้าสหรัฐฯ
สารดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับยุโรป ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา ผู้นำยุโรปต้องพยายามรับมือกับวอชิงตันที่มีลักษณะเชิงธุรกรรมและเผชิญหน้ามากขึ้น การประชุมฉุกเฉิน การวางแผนตอบโต้ด้านภาษี และความพยายามอย่างเงียบๆ ในการปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปจากแรงกดดันของสหรัฐฯ กลายเป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินการทูต นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่ง
ความตึงเครียดดังกล่าวชัดเจนที่สุด เมื่อทรัมป์หันกลับไปพูดถึงกรีนแลนด์อีกครั้ง
“ไม่มีประเทศใด หรือกลุ่มประเทศใด ที่อยู่ในสถานะสามารถรักษาความมั่นคงให้กับกรีนแลนด์ได้ นอกจากสหรัฐอเมริกา” เขากล่าว พร้อมเล่าว่ากองกำลังสหรัฐฯ เคยปกป้องเกาะแห่งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนจะส่งคืนให้เดนมาร์ก ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เขานำมาตั้งคำถามในวันนี้
ทรัมป์ถึงขั้นกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเขาเนรคุณแค่ไหนกัน?” ซึ่งคำกล่าวนี้ถูกนักวิเคราะห์มองว่า บิดเบือนประวัติศาสตร์ เนื่องจากหลังเหตุการณ์ 9/11 NATO ได้ใช้มาตรา 5 เป็นครั้งแรก สนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการส่งกำลังพลจากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ และเดนมาร์ก เข้าร่วมภารกิจในอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะเดนมาร์กซึ่งมีอัตราการสูญเสียต่อประชากรสูงในกลุ่มพันธมิตร
‘เรียกกรีนแลนด์ว่า ไอซ์แลนด์’
ในหลายช่วง ทรัมป์ดูเหมือนจะสับสนระหว่างชื่อกรีนแลนด์กับไอซ์แลนด์
โดยมีประโยคที่ทรัมป์กล่าวว่า “ไอซ์แลนด์ทำให้เราเสียเงินไปมากแล้ว” ช่วงที่เขากล่าวอ้างถึงการปรับตัวลงของตลาดหุ้นเมื่อไม่นานมานี้
ซึ่งเมื่อสุนทรพจน์จบลง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น หลังทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้กำลังทหารเพื่อให้ได้มาซึ่งกรีนแลนด์
คำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางความร้าวลึกที่เพิ่มขึ้นกับเดนมาร์กและรัฐบาลยุโรปอื่นๆ ซึ่งปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อเสนอใดๆ ก็ตามที่จะขายหรือโอนกรีนแลนด์ ขณะที่ไม่นานมานี้ เดนมาร์กได้เพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์ โดยมีเยอรมนี สวีเดน และนอร์เวย์เข้าร่วมด้วย
‘สงครามน้ำลายกับเหล่าผู้นำ’
ท่าทีของทรัมป์ตัดกันอย่างชัดเจนกับถ้อยแถลงวิพากษ์นโยบายสหรัฐฯ ที่ผู้นำยุโรปสำคัญหลายคนกล่าวบนเวทีดาวอสเมื่อวานนี้ ทั้งมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีของแคนาดา ที่ออกมาเตือนถึง “การแตกหัก” ของระเบียบโลก โดยระบุว่าระบบระหว่างประเทศที่ยึดตามกติกากำลังเสื่อมถอย และย้ำวิวาทะเด็ดว่า “ผู้แข็งแกร่งทำในสิ่งที่ทำได้ ส่วนผู้อ่อนแอก็ต้องทนรับชะตากรรมกันไป”
ส่วนเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประณามการใช้การบีบบังคับและมาตรการทางภาษีเพื่อผลักดันความทะเยอทะยานด้านดินแดน โดยย้ำว่ายุโรปจะไม่ยอมรับ “กฎของผู้แข็งแกร่งที่สุด” และจะไม่ยอมถูกข่มขู่โดย “พวกอันธพาล”
ในขณะที่ทรัมป์ตอบโต้คำกล่าวเหล่านั้นด้วยการพุ่งเป้าไปที่ผู้นำทั้งสองโดยตรง เขาล้อเลียนแว่นกันแดดของมาครงที่สวมใส่มาในการประชุม ก่อนจะเล่าถึงวิธีที่เขากล่าวอ้างว่าบังคับให้ผู้นำฝรั่งเศสยอมลดช่องว่างราคายาระหว่างฝรั่งเศสกับสหรัฐฯ ด้วยการขู่ขึ้นภาษี
“เอ็มมานูเอล คุณจะต้องทำ และคุณจะต้องทำอย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าว โดยเล่าว่าเขาเคยขู่จะขึ้นภาษีสินค้าฝรั่งเศส 25% และขึ้นภาษีไวน์และแชมเปญฝรั่งเศสถึง 100% หากไม่ยอมทำตาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเคยโต้แย้งข้อเท็จจริงบางส่วนในคำกล่าวอ้างนี้มาแล้ว
“แคนาดาได้ผลประโยชน์ฟรีจากเรามากมาย” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าแคนาดา “ควรจะรู้สึกขอบคุณสหรัฐอเมริกา”
นอกจากนี้ เขาอ้างถึงการปรากฏตัวของคาร์นีย์บนเวทีดาวอสโดยกล่าวว่า “ผมดูนายกรัฐมนตรีของคุณเมื่อวาน เขาไม่ได้รู้สึกขอบคุณนัก แคนาดาดำรงอยู่ได้ก็เพราะสหรัฐอเมริกา จำคำพูดนี้ไว้ มาร์ก ครั้งต่อไปที่คุณจะออกมาแถลง”
ทรัมป์ยังย้อนกลับไปพูดถึงความไม่พอใจและข้อกล่าวอ้างเดิมๆ ที่เป็นข้อถกเถียง เช่น การอ้างว่าความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2020 เป็นการโกง หรือแม้แต่การกล่าวว่าเขาเป็นผู้ยุติสงคราม 8 แห่งในปีที่ผ่านมา และการยืนยันว่าหากเขายังคงดำรงตำแหน่งอยู่ สงครามในยูเครนจะไม่เกิดขึ้น
ในประเด็นสงครามยูเครน ทรัมป์กล่าวว่า กำลังดีลกับทั้งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ซึ่งทั้งสองผู้นำต่างก็อยากบรรลุข้อตกลง
เขาเรียกร้องให้ทั้งสองผู้นำยุติสงครามได้แล้ว พร้อมใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า “ถ้าไม่ทำให้มันจบ ก็โง่เต็มทน เพราะคนจำนวนมากล้มตายกันหมดแล้ว”
ทรัมป์ยังกล่าวว่าอาจพบเซเลนสกีที่ดาวอส แม้ฝ่ายยูเครนจะยืนยันในเวลาต่อมาว่า เซเลนสกียังอยู่ในกรุงเคียฟก็ตาม
นอกจากนี้ เขายังอ้างถึงข้อตกลงกับเวเนซุเอลาเรื่องการผลิตน้ำมัน กล่าวอ้างความสำเร็จในการทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ชื่นชมการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์และปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐฯ และกล่าวด้วยความชื่นชมถึงการเปิดทางให้บริษัทเอกชนสร้างโรงไฟฟ้าของตนเอง
‘พลังงานควรทำเงิน ไม่ใช่ทำให้ขาดทุน’
ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ทรัมป์ยังคงโจมตีนโยบายสีเขียวอย่างต่อเนื่อง โดยเรียก Green New Deal ว่า “the greatest hoax in history” และกล่าวว่า “พลังงานควรทำเงิน ไม่ใช่ทำให้ขาดทุน”
เขายังพาดพิงสหราชอาณาจักรว่า นั่งอยู่เหนือแหล่งพลังงานมหาศาลในทะเลเหนือ แต่ไม่ยอมใช้ จนทำให้ประเทศเผชิญพลังงานต่ำในระดับ “หายนะ” และราคาสูง
ตลอดทั้งสุนทรพจน์ ทรัมป์กลับมาย้ำประเด็นหลักซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อำนาจของสหรัฐฯ เมื่อถูกใช้อย่างไม่ต้องขอโทษ คือหลักประกันสูงสุดของเสถียรภาพโลก
ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “เราทำสิ่งยิ่งใหญ่มามาก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
