รีเซต

"ศึกตะวันออกกลาง" เขย่าการค้าโลก ต้นทุน-สินค้าแพงขึ้น

"ศึกตะวันออกกลาง" เขย่าการค้าโลก ต้นทุน-สินค้าแพงขึ้น
TNN ช่อง16
3 มีนาคม 2569 ( 12:37 )
13

ความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่านที่ขยายวงกว้างขึ้น กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้าโลกมากขึ้น และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

สำนักข่าว บลูมเบิร์ก รายงานว่า MSC Mediterranean Shipping Company  ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ อันดับ 1 ของโลก ได้ระงับการรับจองขนส่งสินค้าไปยังตะวันออกกลางแล้ว 

ขณะที่ A.P. Moller-Maersk ซึ่งเป็นอันดับ 2 และ Hapag-Lloyd ก็ได้ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบ เฮอร์มุซ ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ ทาง DP World ยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์และผู้บริหารจัดการท่าเรือ ก็ได้ส่งหนังสือแจ้งลูกค้า ว่าได้ระงับการดำเนินงานที่ท่าเรือ Jebel Ali Port ในดูไบ จากนั้น บริษัทฯ ชี้แจงในภายหลังว่า ท่าเทียบเรือทั้ง 4 แห่งยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

ด้านบริษัทเดินเรือของญี่ปุ่นก็ได้ระงับการปฏิบัติการในอ่าวเปอร์เซียเช่นกัน โดย Nippon Yusen KK ระงับการเดินเรือของกองเรือที่บริษัทดำเนินการผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว 

ส่วน Kawasaki Kisen Kaisha ได้สั่งให้เรือในอ่าวเปอร์เซียอยู่ในสถานะรอคำสั่ง 

เช่นเดียวกันกับ Mitsui O.S.K. Lines ที่ได้สั่งให้เรือไปจอดรอในน่านน้ำที่ปลอดภัย

ความปั่นป่วนด้านโลจิสติกส์ครั้งนี้ ถือเป็นแรงกระแทกสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมี ดูไบ เป็นศูนย์กลางธุรกิจ ที่พึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว การขนส่งและการเงิน อีกทั้ง ยังอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมือง ในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่มั่นคงท่ามกลางภูมิภาคที่ไม่สงบนี้

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากความชะงักงันเหล่านี้ ยืดเยื้อต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยท่าเรือ Jebel Ali ตั้งอยู่ติดกับหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นจุดตัดสำคัญของสินค้าที่ขนส่งจากเอเชียไปยังแอฟริกา ยุโรป และชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

โดยบริษัทจากสหรัฐฯ และยุโรปจำนวนมากยังมีศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์บรรจุภัณฑ์ และคลังสินค้าอยู่ในเขตปลอดอากรของท่าเรือดังกล่าว

ขณะเดียวกัน การปะทะกันครั้งนี้ เสี่ยงทำให้เกิดความแออัดตามท่าเรือต่าง ๆ เนื่องจากสินค้าต้องถูกเปลี่ยนเส้นไปยังจุดอื่น เพิ่มแรงกดดันต่อค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ความขัดแย้ง

ล่าสุด Hapag-Lloyd ได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เรียกเก็บ ค่าความเสี่ยงสงคราม เพิ่มอีก 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต สำหรับการขนส่งไปยังภูมิภาคดังกล่าว และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม

นอกจากหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซแล้ว Maersk ยังได้เปลี่ยนเส้นทางเรือให้หลีกเลี่ยง คลองสุเอซ และให้เรืออ้อมไปทางตอนใต้ของแอฟริกาแทน หลังกลุ่มฮูตี ขู่ว่าจะกลับมาโจมตีเรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในทะเลแดง  ซึ่ง Hapag-Lloyd ก็ปรับเส้นทางในลักษณะเดียวกัน 

ขณะที่ CMA CGM สายการเดินเรืออันดับ 3 ของโลก ได้สั่งให้เรือในอ่าวเปอร์เซียหาที่หลบภัยทันที และระงับการเดินเรือผ่านคลองสุเอซ พร้อมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสถานการณ์ฉุกเฉินจากความขัดแย้ง เพิ่มอีก 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต สำหรับการจองขนส่งในภูมิภาคดังกล่าว

ด้าน Peter Sand หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Xeneta แพลตฟอร์มข้อมูลค่าระวางเรือดิจิทัลในกรุง ออสโล ระบุว่า ผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน รวมถึงการตอบโต้ที่ตามมา มีแนวโน้มทำให้การค้าโลกถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น และทำลายความหวังของสายเดินเรือ ที่จะเห็นการกลับมาใช้เส้นทางทะเลแดงของการขนส่งคอนเทนเนอร์ในวงกว้างอย่างแพร่หลายภายในปีนี้ อีกด้วย 

ทั้งนี้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2026 มีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอยู่แล้ว จากแนวโน้มค่าขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้น แต่สงครามที่เกิดขึ้น ยิ่งซ้ำเติมทำให้ราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปอีก 

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิชาชีพด้านการจัดซื้อและซัพพลายเชน (CIPS) ระบุว่า ต้นทุนด้านการขนส่ง ราคาพลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มกดดันต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคตลอดปี 2026 

จากผลสำรวจยังพบว่า ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี สะท้อนความวิตกที่เพิ่มมากขึ้นในทีมจัดซื้อของบริษัทต่าง ๆ ขณะที่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นภาคส่วนที่มีแนวโน้มเห็นการปรับขึ้นของราคามากที่สุดในปีนี้ จากปี 2025 ที่ได้ปรับขึ้นไปแล้วร้อยละ 10 

และการปรับขึ้นของราคาและความผันผวนที่ยังคงอยู่ ทั้งความตึงเครียดทางการเมือง มาตาการภาษี รวมถึงสงคราม กำลังทำให้มีคาดการณ์ว่า ผู้บริโภคทั่วโลกจะต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากขึ้นในปี 2026 นี้ 

สำหรับ Nintendo (นินเทนโด) เป็นหนึ่งในบริษัทที่นักลงทุนจับตามองเป็นพิเศษ โดยเทขายหุ้นอย่างหนักหลังเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความความกังวลว่าต้นทุนการขนส่งจะพุ่งสูงขึ้น หลังสายการเดินเรือรายใหญ่ของโลกต้องเปลี่ยนเส้นทาง โดยหลีกเลี่ยงคลองสุเอช แล้วไปอ้อมแหลมกู้ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกาแทน

การเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าว คาดว่าจะทำให้การขนส่งล่าช้าไปมากกว่า 10 วัน

โดย นินเทนโด พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลักในการส่งเครื่องเล่นเกมคอนโซล นินเทนโด Switch 2 ราคา 450 ดอลลาร์ จากฐานการประกอบในเอเชียไปยังยุโรป โดยราคาหุ้น นินเทนโด ร่วงไปมากถึงร้อยละ 4.7 

ขณะที่หุ้น โซนี่ ก็ลดลงไปถึงร้อยละ 3 ในวันเดียวกัน เพราะใช้การขนส่งทางเรือสำหรับเครื่องเล่น PlayStation 5 เช่นกัน

การที่ธุรกิจเครื่องเล่นเกม ถูกจับตามองเป็นพิเศษ นักวิเคราะห์จาก Toyo Securities  ระบุว่าเป็นเพราะการบริหารต้นทุนขนส่งทางเรือ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นฮาร์ดแวร์ที่มีกำไรขั้นต้นค่อนข้างบาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับบริษัทฯ จากเดิมที่เผชิญกับแรงกดดันอื่น ๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ภาษีนำเข้าสำหรับเครื่อง สวิตช์ ทู ที่ส่งไปสหรัฐฯ, การขาดทุนจากรุ่นราคาประหยัดที่ขายเฉพาะในญี่ปุ่นในราคาต่ำกว่าทุน รวมถึงตลาดตะวันออกกลางที่กำลังเติบโตอาจต้องชะลอตัวลง หากการหยุดชะงักยืดเยื้อ ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายระยะสั้นของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง