รีเซต

เสียงสะท้อนจากหมอ เปิด 8 ปมเร่งด่วน! ตัวสำคัญทำหมอรุ่นใหม่โบกมือลาทิ้งระบบรัฐ

เสียงสะท้อนจากหมอ เปิด 8 ปมเร่งด่วน!  ตัวสำคัญทำหมอรุ่นใหม่โบกมือลาทิ้งระบบรัฐ
TNN ช่อง16
29 พฤษภาคม 2569 ( 14:27 )
9

นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤต เจ้าของเพจ "หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า" ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้ความรู้ถึงระบบบัตรทอง โดยระบุว่า


8 ข้อที่เป็นตัวเร่ง ถีบให้หมอรุ่นใหม่ออกจากระบบรัฐมากขึ้น

นอกจากเรื่องภาระงานที่หนัก ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้ว


ต้องบอกก่อนว่าเรื่อง “งานหนัก” ของหมอในระบบรัฐ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นปัญหาที่พูดกันมาหลายสิบปีแล้ว

หมอรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็ผ่านยุคที่อยู่เวรกันโหดๆ นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง ทำงานเกินกำลังคน กันมาตั้งนานแล้ว

(แต่ก็ไม่เคยแก้ได้จริง)


ดังนั้นถ้าถามว่า“ทำไมหมอยุคนี้ถึงลาออกกันเยอะขึ้น?”คำตอบอาจไม่ใช่เพราะ workload หนักขึ้นอย่างเดียว

แต่เป็นเพราะโลกวันนี้ทำให้คนเริ่มรู้ว่า“ชีวิตอาจไม่จำเป็นต้องอยู่แบบนี้ก็ได้”และถ้าคนที่มีอำนาจตัดสินใจ

ยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุดมัวแต่เน้นเพิ่ม “จำนวน” แพทย์


สุดท้าย เพิ่มแค่ไหน ก็ไม่ทันคนลาออก

1. วัฒนธรรม

“อดทนไป เดี๋ยวหมอจบใหม่ก็มา”บางโรงพยาบาล มีหัวหน้าที่พยายามแก้ระบบจริงๆเพราะตัวเองเคยผ่านความเหนื่อยมา เลยอยากทำให้รุ่นหลังอยู่สบายขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังมีอีกหลายที่ ที่วัฒนธรรมเดิมยังอยู่ “เมื่อก่อนฉันยังผ่านมาได้ เด็กรุ่นใหม่ก็ต้องผ่านให้ได้เหมือนกัน” สุดท้ายงานที่ไม่มีใครอยากทำ เวรที่หนักที่สุด

หรือภาระที่เกินกำลัง ก็มักโยนมาที่หมอรุ่นใหม่เสมอ และประโยคที่หลายคนได้ยินจนชินคือ

“อดทนไป เดี๋ยวหมอจบใหม่ก็มา”


ปัญหาคือเมื่อระบบคิดแบบนี้มานาน คนก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเอง เป็นแค่ฟันเฟืองชิ้นหนึ่งของระบบ

ลาออกก็เดี๋ยวมีคนใหม่มา สุดท้ายหลายคนเลยเริ่มถามตัวเองว่า “แล้วเราจะทนอยู่ต่อไปเพื่ออะไร?”


2. Social media ในมือคนไข้ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ไปหมด

สมัยก่อนคนไข้กับหมอมีระยะห่างบางอย่างอยู่ แต่ปัจจุบัน ทุกคนมี social อยู่ในมือ

รอนาน = โพสต์ด่า

พูดไม่ถูกใจ = ถ่ายคลิปลง TikTok

ไม่พอใจการรักษา = ฟ้องร้องทันที

หมอยุคนี้ จึงไม่ได้เหนื่อยแค่ “รักษาโรค” แต่ต้องระวังทุกคำพูด ทุกสีหน้า ทุกการสื่อสาร ทั้งๆ ที่บางวันตรวจคนไข้หลายร้อยคน แทบไม่มีเวลาแม้แต่กินข้าว

อาชีพหมอ ไม่ใช่อาชีพที่ “สูงส่งแตะต้องไม่ได้” เหมือนยุคก่อนอีกแล้ว แต่กลายเป็นความสัมพันธ์แบบ

“ผู้ให้บริการ” กับ “ผู้ใช้บริการ” มากขึ้น ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ทุกคนก็ต้องปรับตัว

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็กลายเป็นแรงกดดันมหาศาล ของคนทำงานเหมือนกัน


3. Social media ในมือหมอ ทำให้หมอเห็นว่า “โลกอีกแบบ” มีอยู่จริง เมื่อก่อนหมอรุ่นใหม่โตมากับคำสอนว่า

“ถ้าเรียนเก่ง ต้องอยู่โรงเรียนแพทย์” “เหนื่อยตอนนี้ เดี๋ยวอนาคตจะมั่นคงเอง”

แต่ปัจจุบัน หมอเห็นโลกจริงมากขึ้นผ่าน social เห็นว่าหมอเอกชนทำงานยังไง

เห็นว่าหมอต่างประเทศมีชีวิตแบบไหน เห็นหมอคนอื่นมีเวลาให้ลูก มีเวลาให้พ่อแม่ มีเวลาให้ครอบครัว ในขณะที่ตัวเอง ยังอยู่เวรต่อเนื่องแทบไม่ได้กลับบ้าน เมื่อก่อนเราอาจไม่รู้ว่าโลกอีกด้านเป็นยังไง

แต่ตอนนี้ เราเห็นทุกวัน และเมื่อเห็นแล้ว หลายคนก็เริ่มถามตัวเองว่า“เราจำเป็นต้องอยู่แบบนี้จริงๆ เหรอ?”

4. เงินเฟ้อขึ้นทุกปี แต่ค่าตอบแทนแทบไม่ขยับ 

ค่าข้าว ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเลี้ยงลูก แพงขึ้นแทบทุกอย่าง แต่ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์หลายส่วน แทบไม่ได้เพิ่มตาม บางหัตถการ

ค่าแพทย์เท่าเดิมมาหลายสิบปี สุดท้ายต่อให้ประหยัดแค่ไหน ถ้ารายรับโตไม่ทันค่าครองชีพ ระบบมันจะค่อยๆ ดันคนออกเอง ไม่ใช่เพราะอยากรวย แต่เพราะเริ่มใช้ชีวิตไม่ไหวจริงๆ


5. งาน part-time เอกชน เริ่มถูกครองจนรุ่นใหม่เข้าไม่ถึงเมื่อรายได้ในระบบรัฐไม่พอ

หมอจำนวนมากจึงต้องหารายได้เสริม กลางวันทำงานรัฐ กลางคืนทนอดนอน ไปตรวจเอกชนต่อ

แต่ปัญหาคือ งานเอกชนที่ “เหนื่อยน้อยกว่า และรายได้ดีกว่า” หลายแห่งถูกจับจองโดยคนรุ่นเก่าแทบหมดแล้ว

บางคนอยู่มายาวเป็นสิบปี แทบไม่มี slot ว่างให้รุ่นใหม่เข้าไป สุดท้ายหมอรุ่นใหม่จำนวนมาก

จึงติดอยู่ตรงกลางอยู่รัฐก็เหนื่อย เงินก็ไม่ได้มาก จะหารายได้เสริม งาน part-time ดีๆ ก็แทบไม่มีเหลือ

พอตัดสินใจออกไปขายของ ขายประกัน ทำธุรกิจ บางอย่างก็ผิดกฎ หรือถ้าถูกกฎ ก็ยังถูกคนบางกลุ่มมองไม่ดีอีก


6. เจเนอเรชันเปลี่ยนไปแล้ว 

หมอรุ่นก่อน baby boomer, gen X จำนวนมากโตมากับคำว่า “เหนื่อยก็ต้องทน” “ลาออกคือคนไม่สู้งาน”

แต่คนรุ่นใหม่ เริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า ชีวิตที่ดี ควรต้องแลกกับการไม่มีเวลาให้ตัวเองจริงไหม? หลายคนเริ่มให้ค่ากับ

- สุขภาพจิต

- เวลาครอบครัว

- การพักผ่อน

-คุณภาพชีวิต

มากกว่าการ “อดทนให้ไหว” อย่างเดียว และต้องยอมรับว่า เจเนอเรชันหลังจากนี้จะยิ่งชัดขึ้นอีก

ถ้าระบบไหนไม่สมเหตุสมผล คนรุ่นใหม่พร้อมจะเดินออกทันที ไปหาที่ที่เห็นความสามารถของเรา

เห็นคุณค่าของเรา และให้ค่าตอบแทนเหมาะสม กับสิ่งที่เราทำได้จริงๆ


7. หมอยุคนี้หันกลับมาสนใจสุขภาพตัวเอง และการเงินมากขึ้น

สมัยก่อนหมอหลายคน ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการเงิน แต่ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เรียนรู้เร็วขึ้นมาก

รู้เรื่องลงทุน รู้เรื่องดอกเบี้ยทบต้น รู้เรื่องอิสรภาพทางการเงิน เงินต้น คือสิ่งสำคัญ ยิ่งหาเงินต้นได้เร็ว

การลงทุนให้งอกเงย ก็ทำได้ง่ายขึ้น หลายคนที่อยู่ในระบบ ถ้าอยากมีเงินต้นเยอะๆ ก็ต้องเอาเวลาไปแลกกับงานเพิ่ม เอาสุขภาพไปแลกกับรายได้

สุดท้ายหลายคนใช้เวลา และสุขภาพ แลกเงิน พอได้เงินมา ก็ต้องเอาเงินกลับมารักษาตัวเองอีกที ไม่ต้องพูดถึง longevity เหมือนคนอื่นเขาหรอก หมอรพ. รัฐนี่แหละที่สุขภาพแย่ที่สุดแล้ว 

นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤต

8. คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่า “ลาออก = ล้มเหลว” อีกต่อไป

เมื่อก่อนการลาออกจากระบบรัฐ อาจถูกมองว่าไม่อดทน ไม่เสียสละ หรือสู้งานไม่ได้ แต่ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มองต่างออกไป หลายคนมองว่า การเลือกออกจากระบบ ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือการเลือกชีวิต และเมื่อโลกทุกวันนี้ เปิดโอกาสให้คนทำงานได้หลากหลายขึ้น หมอที่เก่ง จนถูกพูดถึง

มีแสง spotlight มักมีคนอยากได้ตัวเสมอ และการดึงตัวออกจากระบบ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย คนที่มองเห็นคุณค่าของแพทย์เก่งๆ เขาจะคิดว่า “ต้องตอบแทนอย่างไร ให้คนนี้อยากอยู่กับเรานานๆ” เพราะสุดท้าย

หมอที่มีคุณภาพ ไม่ได้ช่วยแค่ระบบ แต่ช่วยประชาชนได้จริงด้วย ดังนั้นการลาออกจึงไม่ได้น่ากลัวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว


สุดท้าย ผมคิดว่าหมอส่วนใหญ่ไม่ได้อยากลาออกตั้งแต่แรกหรอกครับ หลายคนเคยตั้งใจมากๆ อยากรักษาคนไข้ อยากช่วยระบบ แต่เมื่อภาระงานที่หนักอยู่แล้ว มาเจอกับ

-วัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม

-แรงกดดันจาก social

- ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

- โลกที่เปิดกว้างขึ้น

- เจเนอเรชันที่เปลี่ยนไป


สุดท้าย มันก็เหลือพื้นที่ไม่มากนัก นอกจาก “การเดินออกมา” และถ้าวันหนึ่ง เราอยากให้หมออยู่ในระบบต่อ สิ่งที่ต้องแก้อาจไม่ใช่แค่เรื่อง “จำนวนคน” แต่คือการทำให้คนที่ยังอยู่ รู้สึกว่าชีวิตของเขา มีคุณค่าในระบบนี้จริงๆ ไม่ใช่แค่มีไว้ เพื่อรอคนมาแทน เพราะสุดท้าย ไม่มีระบบไหนอยู่ได้ ด้วยการเผาคนทำงานไปเรื่อยๆ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง