“เอกนิติ” ชี้ไทยพร้อม “Take Off” รอบสอง

#ทันหุ้น "เอกนิติ" ชี้ไทยพร้อม "Take Off" รอบสองหลังจบโอลิมปิกทางการเงิน กาง 5 ยุทธศาสตร์หนุนเศรษฐกิจ ย้ำต้องตั้งรับ 4 คลื่นความเสี่ยงโลก
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Thailand Next Economy 2027 ในงานสัมมนาประจำปีสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประกาศความสำเร็จของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) และธนาคารโลก (World Bank) หรือ "โอลิมปิกทางการเงิน" พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทะยานขึ้นอีกครั้งเป็น"Second Take Off"ต่อเนื่องจากยุคเริ่มแรกในปี 1991 โดยเตรียมผลักดัน 5 ปัจจัยสนับสนุนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการวางแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงจากมรสุมเศรษฐกิจโลก
จากความสำเร็จ "โอลิมปิกทางการเงิน" สู่จุดเริ่มต้น "Second Take Off"
เขากล่าวว่า การจัดประชุมใหญ่ IMF และธนาคารโลกในครั้งนี้ ได้รับการชื่นชมจากผู้นำองค์กรการเงินระดับโลก อาทิ นางคริสตาลินา เกออร์กีเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ที่ยกย่องไทยว่าจัดงานได้มาตรฐานระดับโลกเทียบเท่า "โอลิมปิกทางการเงิน" ขณะที่ประธานธนาคารโลกได้กล่าวยกย่องกระบวนการจัดงานที่ดึงเอาชุมชนและวัฒนธรรมไทยมาร่วมสร้างผลประโยชน์ให้เศรษฐกิจฐานราก
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยเคยสร้างปรากฏการณ์ "First Take Off" หรือการทะยานตัวครั้งแรกเมื่อปี 1991 จากการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกในลักษณะเดียวกัน และในครั้งนี้ ไทยพร้อมใช้เวทีและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่การทะยานตัวรอบสอง(Second Take Off) อย่างมั่นคง
เปิด 5 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่
ทั้งนี้ เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยให้ทะยานขึ้นอย่างยั่งยืน ภาครัฐได้วาง 5 ยุทธศาสตร์และปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ประกอบด้วย 1.การอุดรอยรั่วเศรษฐกิจและรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยเปรียบเศรษฐกิจไทยดัง "เรือลำเล็ก" ที่ต้องเร่งอุดรอยรั่วจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะสะสม พร้อมใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด (Targeted Policy) และเน้นย้ำเรื่องวินัยการคลังเพื่อรักษาสถียรภาพและระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
2.การผสานการช่วยเหลือระยะสั้นเข้ากับการสร้างศักยภาพระยะยาวด้วยดิจิทัล โดยเปลี่ยนรูปแบบการเยียวยาจากการแจกเงินชั่วคราว ไปเป็นการสร้างทักษะดิจิทัลและรายได้ยั่งยืน เช่น โครงการช่วยเหลือก่อให้เกิดผลลัพธ์รอบสองและสาม รวมถึงการนำนวัตกรรม “Small AI"หรือแอปพลิเคชัน"นกกระซิบ"มาช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในการบริหารสต็อกและใช้วิเคราะห์ข้อมูลรายได้เพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
3.การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) โดยจะผลักดันมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนรายย่อย โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อเปลี่ยนบทบาทประชาชนจาก "ผู้บริโภค" ที่ต้องจ่ายค่าไฟ ให้กลายเป็น "ผู้ผลิต" ที่สามารถขายไฟฟ้าสะอาดกลับคืนให้ระบบผ่านการสนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษจากแบงก์รัฐ ซึ่งช่วยลดรายจ่ายและสร้างรายได้ระยะยาวถึง 20 ปี
4.การยกระดับทุนมนุษย์และการสร้างทักษะแห่งอนาคต (Human Capital) โดนขอเน้นย้ำว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งจะร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันอุดมศึกษาในการฝึกอบรมทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
5.การดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) ด้วยจุดแข็ง "ความเป็นกลาง" และ Fast Pass ดึงดูดเมกะโปรเจกต์และการลงทุนมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารอนาคตและ Pet Food มูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาทโดยชูจุดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมีประสิทธิภาพ ความเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศรวมถึงการอำนวยความสะดวกผ่านระบบ BOI Fast Pass เพื่อปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
จับตา 4 คลื่นปัจจัยเสี่ยงระดับโลกที่ต้องตั้งรับ
เขากล่าวด้วยว่า แม้โอกาสเติบโตจะมีสูง แต่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายภายนอกประเทศที่ผันผวนอย่างรุนแรง 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วของโลก สงครามการค้า การขึ้นภาษี และความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจที่พร้อมกระทบการค้าโลกได้ตลอดเวลา
อัตราดอกเบี้ยโลกทรงตัวในระดับสูง ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ไทยยังคงได้อานิสงส์จากวินัยทางการเงินการคลัง ทำให้ต้นทุนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.4% ซึ่งต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงเกิน 5%
การดิสรัปชันจากเทคโนโลยี AI ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI ที่ภาคธุรกิจและแรงงานต้องเร่งปรับตัว นำมาประยุกต์ใช้ในระดับย่อยเพื่อเพิ่ม productivity และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศผันผวน(Climate Change) ภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่กระทบต่อภาคการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำร่วมกับสถาบันการเงินระดับโลก
ดร.เอกนิติ ทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จจากการได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลก เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของคนไทยทุกภาคส่วน หากภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมมือกันอุดรอยรั่วและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถนำ "เรือลำเล็ก" ลำนี้ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลก และทะยานขึ้นสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
