รัฐบาลอนุทิน 2 เร่งคุมวิกฤตน้ำมัน ทดสอบเสถียรภาพหลังโหวต

หลังการโหวตนายกรัฐมนตรี การเมืองไทยเดินเข้าสู่จังหวะของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่มีฐานเสียงในสภาค่อนข้างมั่นคงในระยะต้น ทิศทางของรัฐบาลผสมมีความชัดเจนมากขึ้นจากเสียงสนับสนุนระดับเกินกึ่งหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายในระบบรัฐสภาสามารถดำเนินต่อได้ แต่ในเวลาเดียวกัน แรงกดดันทางการเมืองได้ขยับจากห้องประชุมไปสู่ปัญหาที่ประชาชนเผชิญในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำมันที่ตึงตัวในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและต้นทุนค่าครองชีพ
กระทรวงมหาดไทยเตรียมนำตัวเลขปริมาณน้ำมันจากสถานีบริการทั่วประเทศเข้าสู่ที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยให้องค์กรปกครองในระดับจังหวัดและอำเภอรายงานข้อมูลจากสถานีบริการใน 878 อำเภอ เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือยังมีจุดที่ตึงตัว รวมถึงตรวจสอบสถานีที่มียอดจำหน่ายสูงกว่าปกติ เพื่อเร่งจัดสรรน้ำมันเข้าไปเติมเต็มให้เหมาะสม แนวทางนี้เป็นการปรับวิธีบริหารจากการมองภาพรวม ไปสู่การจัดการเชิงพื้นที่ที่ต้องอาศัยข้อมูลรายจุด เพื่อให้การกระจายน้ำมันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่าสถานการณ์หน้าสถานีบริการเริ่มดีขึ้น หลังมีการผ่อนปรนให้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากเดิมที่มีข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งทำให้การส่งน้ำมันล่าช้า เมื่อมีการปลดล็อกและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวก การกระจายเชื้อเพลิงจึงทำได้ต่อเนื่องมากขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่มีน้ำมันเติมเข้าสถานีบริการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โดยมีปริมาณในประเทศกว่า 5,060 ล้านลิตร ใช้ได้ประมาณ 41 วัน และเมื่อรวมกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งและนำเข้าซึ่งมีอีก 7,396 ล้านลิตร จะทำให้มีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 100 วัน ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเชิงโครงสร้าง แต่เกิดจากข้อจำกัดในการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการในช่วงที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 2,649 แห่งในช่วงวันที่ 15 ถึง 17 มีนาคม พบว่ามีสถานีบริการที่ปิดชั่วคราว 241 แห่ง และอีก 1,912 แห่งที่ยังเปิดให้บริการแต่มีน้ำมันบางชนิดหมดหรือใกล้หมด ขณะที่มีเพียง 496 แห่งที่สามารถให้บริการได้ตามปกติทุกชนิด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความตึงตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่กระจายอยู่ในหลายจังหวัดพร้อมกัน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการที่น้ำมันไปไม่ทันความต้องการของผู้ใช้
กระทรวงพลังงานลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์กระจายน้ำมันสำคัญในภาคกลาง และยืนยันว่าไม่มีการกักตุน คลังยังเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในช่วงที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องเพิ่มเที่ยวขนส่งจากประมาณ 200 เที่ยวต่อวันเป็น 400 เที่ยวต่อวัน หรือจากประมาณ 4 ล้านลิตรเป็น 8 ล้านลิตรต่อวัน แม้ปัจจุบันการจ่ายน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ แต่ยอดใช้น้ำมันเริ่มลดลงมาใกล้ระดับก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยดีเซลอยู่ที่ประมาณ 75 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันกลุ่มเบนซินอยู่ที่ประมาณ 31 ล้านลิตรต่อวัน
ในด้านราคาน้ำมัน กระทรวงพลังงานยืนยันว่า น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศได้รับการชดเชยตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด พร้อมเร่งตรวจสอบผู้ค้าหรือผู้กระจายสินค้าที่ตั้งราคาสูงเกินสมควร โดยประสานกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยเพื่อดำเนินมาตรการทางกฎหมาย การควบคุมราคาถือเป็นประเด็นสำคัญในช่วงนี้ เพราะมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและความรู้สึกต่อภาระค่าครองชีพ
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าการตรวจสอบราคาสินค้าทั่วประเทศยังไม่พบการปรับขึ้นที่ผิดปกติในภาพรวม แม้จะมีการขยับขึ้นของต้นทุนในสินค้าบางประเภทตามฤดูกาลและต้นทุนขนส่ง โดยเฉพาะในตลาดสดของกรุงเทพฯ ที่พบว่าต้นทุนเนื้อสัตว์และอาหารทะเลขยับขึ้น ขณะที่ผู้ค้าส่วนใหญ่ยังคงตรึงราคาไว้ ระยะต่อไปจึงต้องติดตามว่าต้นทุนพลังงานจะส่งผลต่อราคาสินค้าในวงกว้างหรือไม่
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อราคาพลังงานโลก โดยมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตและการส่งออกพลังงานในตลาดโลก ไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ล่าสุดมีรายงานแรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอล 1 ราย และมีการช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่อันตรายอย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง กองทัพบกออกมาชี้แจงกรณีข่าวลือเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยยืนยันว่าไม่พบการกระทำดังกล่าว และระบุว่าข้อมูลบางส่วนมีการแปลคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม ประเด็นนี้มีความสำคัญในเชิงจิตวิทยา เพราะในช่วงที่ประชาชนกังวลเรื่องพลังงาน ข่าวลือสามารถกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมกักตุนและเพิ่มแรงกดดันต่อระบบได้
ภาพรวมทั้งหมดทำให้เห็นว่า แม้รัฐบาลอนุทิน 2 จะมีความได้เปรียบจากฐานเสียงในสภา แต่เสถียรภาพในระยะต่อไปจะขึ้นกับความสามารถในการบริหารปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันซึ่งเชื่อมโยงทั้งระบบพลังงาน เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่น หากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว จะช่วยสร้างแรงหนุนทางการเมือง แต่หากยืดเยื้อและส่งผลต่อค่าครองชีพในวงกว้าง แรงกดดันก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
