โลกหมุนเร็วแค่ไหน "ใจก็ไม่ต้องพัง" เมื่อ "หลักพุทธธรรม" กลายเป็นเข็มทิศธุรกิจยุค "From SHOCK To SHIFT"

เปิดฉาก GCNT EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park – West กรุงเทพฯ
ภายในงานได้มี Workshop Buddhist Research and Social Innovation เชื่อมโยงหลักพุทธธรรมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เปลี่ยน Wisdom เป็น Action ผ่านการเรียนรู้นำวิถีพุทธปัญญา มาใช้ออกแบบแนวทางแก้ปัญหาในชีวิตสามารถนำไปทดลองปฏิบัติได้จริง และเสริมการขับเคลื่อนสังคมเชื่อมโยงพุทธศาสนากับ SDGs โดยมี พระเมธีวชิรบัณฑิต, ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสติปัญญานวัตกรรม และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , พระราชสุทธิเวชรสุธี, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นวิทยากร
นอกจากนี้ พระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ, รศ.ดร. ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา ได้นำคณะนักศึกษานานาชาติ จากประเทศในกลุ่มอาเซียน จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วม Workshop ในครั้งนี้ด้วย
พระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ กล่าวว่า การบรรยายพิเศษในครั้งนี้ ก็เพื่อมอบแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พุทธศาสนิกชนทุกท่าน ให้สามารถนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศนำทางใจ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และประชาคมอาเซียนในปัจจุบัน
การสร้างความสุขและความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถทางโลกเท่านั้น หากแต่ต้องมี ธรรมะ เป็นเครื่องกำกับจิตใจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข
พระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ, รศ.ดร. ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เก่งวิทยาศาสตร์แค่ไหนก็ไม่เจอสุขแท้ เมื่อเทคโนโลยีให้ได้แค่ "ความสบาย" ไม่ใช่ "ความสุข
พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสติปัญญานวัตกรรม และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้กล่าวในงาน Workshop Buddhist Research and Social Innovation ว่า จุดเริ่มต้นของโลกสมัยใหม่ที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคเรเนซองส์ (Renaissance) ยุคแห่งความสว่างทางปัญญาที่มนุษย์ลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในศักยภาพ และสองมือของตัวเองในการกำหนดความเป็นไปของโลก ยุคดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการสร้างความสะดวกสบายให้กับร่างกาย
พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสติปัญญานวัตกรรม และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ทว่า ในขณะที่วิทยาศาสตร์ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายทางกายได้เป็นอย่างดี ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่และศาสดาในอดีต รวมถึงพระพุทธเจ้า กลับชี้ให้เห็นสัจธรรมอีกด้านหนึ่งว่า ความสุขและความทุกข์ที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุหรือความสะดวกสบายเหล่านั้น
โลกและจิตใจเป็นสิ่งเดียวกัน ดังพุทธพจน์ที่ว่า "โลกอันจิตย่อมนำไป" ความสุข ความทุกข์ ความดี ความชั่ว ความสำเร็จ หรือแม้แต่ความอ้างว้างว้าเหว่ ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก "ความคิด" ของมนุษย์ทั้งสิ้น วิทยาศาสตร์ภายนอกจึงไม่สามารถตอบโจทย์ความสุขที่แท้จริงภายในใจได้
ทางออกที่แท้จริงจึงเป็นการหันมาพัฒนา "วิทยาศาสตร์ทางจิต" ผ่านการฝึกฝนสติ สมาธิ และปัญญา ด้วยการกลับมาเฝ้ารู้เท่าทันกาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เราตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อฝึกฝนจนจิตใจตั้งมั่น เราจะพบกับความสุขที่สงบเย็นภายในเรือนใจของตัวเอง ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งเสพติด หรือยึดติดกับความสะดวกสบายภายนอกอีกต่อไป
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันกลับมาดูแลและพัฒนาความสุขที่ยั่งยืน ซึ่งซ่อนอยู่ภายในจิตใจของเราเอง ผ่านการฝึกฝนสติ สมาธิ และปัญญาในทุกๆ วัน
ธรรมะนำทาง สร้างรายได้ยั่งยืน เจาะลึก 60 ปี โครงการพระธรรมจริกกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนดอย
ด้าน พระราชสุทธิชัยรสุธี, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แชร์ประสบการณ์การพัฒนาคุณภาพชีวิต และความยั่งยืนบนพื้นที่สูงตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ผ่านการดำเนินงานของโครงการพระธรรมจริก ได้ผสานการเผยแผ่ธรรมะเข้ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่า
จากจุดเริ่มต้นในการเผยแผ่หลักธรรม วันนี้โครงการได้ขยายวงกว้างครอบคลุมกว่า 1,300 ชุมชนใน 20 จังหวัด โดยมีศูนย์อบรม 15 ศูนย์ และพระสงฆ์เกือบ 500 รูปที่ทำงานร่วมกับประชาชนกว่า 1.2 ล้านคน กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสนา ชุมชน และคุณภาพชีวิตที่มั่นคง
พระราชสุทธิชัยรสุธี, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระราชสุทธิชัยรสุธี ยังกล่าวอีกว่า เมื่อรากฐานทางจิตใจมั่นคง ก้าวต่อไปคือการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ โครงการได้เข้ามายกระดับผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น ทั้งผ้าทอชาติพันธุ์และเครื่องจักสาน พร้อมจุดประกายความหวังใหม่ผ่าน "โครงการปลูกกาแฟ" ที่ช่วยพลิกฟื้นผืนป่าให้พ้นจากการตัดไม้ทำลายป่า พร้อมสร้างแบรนด์ของชุมชนเองในชื่อ "จาริกาโน" (Jarigano) เชื่อมโยงกับตลาดธุรกิจและส่งออกไปไกลถึงต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการชุบชีวิตชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ที่บ้านแม่ละเมิง จ.ตาก หรือบ้านห้วยห้า จ.แม่ฮ่องสอน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ยังมีความท้าทาย เมื่อประเมินผลลัพธ์พบว่าชุมชนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่พึ่งพาตัวเองได้แล้วร้อยละ 30 กลุ่มที่กำลังพัฒนาอีกร้อยละ 40 และกลุ่มที่มีข้อจำกัดทางด้านการเดินทาง ภาษา และสถานะทางกฎหมายอีกร้อยละ 30 ที่ยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
แม้หนทางข้างหน้าจะยังมีอุปสรรค แต่ทุกย่างก้าวของการทำงานร่วมกันระหว่างคณะสงฆ์ ภาครัฐ และพี่น้องชาติพันธุ์ ก็ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่ง ที่พร้อมจะเติบโตและยั่งยืนเคียงคู่สังคมไทยต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
