รีเซต

จ่ายคืนใคร จ่ายจริงหรือไม่? "ทรัมป์" งานเข้า ศาลสั่งให้ทางการสหรัฐฯ คืนเงินภาษีนำเข้า 1.66 แสนล้านดอลลาร์

จ่ายคืนใคร จ่ายจริงหรือไม่? "ทรัมป์" งานเข้า ศาลสั่งให้ทางการสหรัฐฯ คืนเงินภาษีนำเข้า 1.66 แสนล้านดอลลาร์
TNN ช่อง16
28 เมษายน 2569 ( 08:00 )
9

เปิดประเด็น: ศาลสั่งคืน “ภาษีทรัมป์” เงินก้อนประวัติศาสตร์


สถานการณ์พลิก เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญภาระก้อนใหญ่ หลังศาลมีคำสั่งให้ “ภาษีนำเข้า” ที่เคยจัดเก็บไว้ก่อนหน้านี้เป็นโมฆะ พร้อมสั่งให้คืนเงินรวมสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


คำถามสำคัญจึงตามมาในทันที เงินก้อนมหาศาลนี้จะถูกคืนจริงหรือไม่ และใครกันแน่คือผู้ที่มีสิทธิได้รับเงิน ระหว่างภาคธุรกิจหรือประชาชนผู้บริโภคที่แบกรับราคาสินค้าที่สูงขึ้นไปแล้ว


จุดเริ่มต้น: นโยบายภาษีที่ถูกตัดสินว่าเกินอำนาจ


ความคืบหน้าล่าสุดของ “ภาษีทรัมป์” สะท้อนผลพวงจากนโยบายที่สหรัฐฯ เคยใช้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยอาศัยกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)


อย่างไรก็ตาม ศาลสหรัฐฯ ได้วินิจฉัยในภายหลังว่า มาตรการดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี ส่งผลให้ต้องยกเลิก และนำไปสู่คำสั่งสำคัญคือ “รัฐบาลต้องคืนเงิน” แม้ว่าภาษีเหล่านี้จะถูกจัดเก็บและนำส่งเข้ารัฐไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม



ทางการสหรัฐฯ เปิดระบบคืนเงิน: ธุรกิจเริ่มยื่นคำขอ


รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ทางการสหรัฐฯ ได้เปิดระบบให้ภาคธุรกิจสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีผ่านหน่วยงานศุลกากรและความมั่นคงชายแดน ผ่านทางหน่วยงาน ศุลกากรและความมั่นคงชายแดน  ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ  (Department of Homeland Security)


อย่างไรก็ตาม การคืนเงินไม่ได้เกิดขึ้นทันที ผู้นำเข้าจะต้องรออย่างน้อย 2–3 เดือนหลังยื่นคำร้องจึงจะได้รับเงินคืน


ทั้งนี้ คำตัดสินสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 โดยศาลสูงสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว และต่อมา ศาลการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งให้คืนเงินแก่บริษัททั้งหมดที่เคยชำระภาษีภายใต้กฎหมายนี้ รวมมูลค่ากว่า 166,000 ล้านดอลลาร์


ระบบใหม่ CAPE: รับมือการคืนเงินครั้งใหญ่


เพื่อรองรับภาระครั้งประวัติศาสตร์ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้พัฒนาระบบใหม่ชื่อ CAPE (Consolidated Administration and Processing of Entries)


ระบบนี้ทำหน้าที่ครบวงจร ตั้งแต่รับคำร้อง ตรวจสอบ คำนวณภาษี ไปจนถึงอนุมัติและจ่ายเงิน โดยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคำขอจำนวนมหาศาลจากผู้นำเข้าหลายหมื่นรายในเวลาเดียวกัน


ประเด็นสำคัญคือ “ใครได้คืน” ศาลระบุชัดว่า ผู้มีสิทธิ์คือ “ผู้นำเข้าโดยตรง” หรือ importer of record เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่ และไม่จำเป็นต้องเคยฟ้องร้องรัฐบาลมาก่อน


เงื่อนไขการคืนเงิน: ได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย


การคืนภาษีครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เงินต้น แต่รวมถึง “ดอกเบี้ย” ด้วย โดยกระบวนการจะดำเนินเป็นเฟส สำหรับในเฟสแรก จะพิจารณากรณีที่ไม่ซับซ้อน เช่น รายการนำเข้าที่ยังไม่ปิดบัญชีภาษี หรือเพิ่งปิดบัญชีภายใน 80 วัน


ผู้นำเข้าต้องยื่นเอกสารผ่านระบบ CAPE เช่น ใบขนสินค้า หลักฐานการชำระภาษี และเอกสารนำเข้า หากได้รับอนุมัติ จะได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 60–90 วัน


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแนะนำให้บริษัทต่าง ๆ ยังเปิดช่องทางทางกฎหมายอื่นควบคู่ไว้ เผื่อกรณีที่ระบบหลักมีปัญหา



ความไม่แน่นอนยังมีอยู่: อุทธรณ์ได้ คดียืดได้


แม้ระบบจะเริ่มเดินหน้าแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่ถือว่าจบ 100% เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถอุทธรณ์คำตัดสินของศาลได้ และประธานาธิบดีทรัมป์ เองก็เคยส่งสัญญาณว่า คดีนี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี


รายงานจาก Reuters ระบุว่า กรณีที่ซับซ้อน เช่น การตีความประเภทสินค้า หรือข้อโต้แย้งอัตราภาษี อาจต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพิ่มเติม



สังคมตั้งคำถามใหญ่: ใครคือผู้จ่ายภาษีตัวจริง?


แม้ศาลจะสั่งคืนเงินให้ “ผู้นำเข้า” แต่ในโลกความเป็นจริง ภาษีเหล่านี้มักถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น จึงเกิดคำถามสำคัญ ประชาชนชาวอเมริกันที่จ่ายราคาสินค้าที่แพงขึ้นไปแล้ว จะได้รับการชดเชยหรือไม่


ขณะนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวของผู้บริโภคในรูปแบบ “class action” โดยพุ่งเป้าไปยังบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ เช่น FedEx, Costco และ Lululemon เพื่อเรียกร้องคืนส่วนต่างราคาสินค้า


ด้าน CNBC วิเคราะห์ว่า หากคดีลักษณะนี้ขยายวงกว้าง อาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อโมเดลธุรกิจค้าปลีกในอนาคต


บทสรุป: เงินก้อนยักษ์ที่ยังต้องลุ้น


แม้ศาลจะสั่งชัดเจนให้คืนเงินภาษีกว่า 166,000 ล้านดอลลาร์ แต่กระบวนการทั้งหมดเพิ่งเริ่มต้น และยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


สุดท้ายแล้ว เงินจะถูกคืนครบหรือไม่ จะใช้เวลานานแค่ไหน และที่สำคัญ คือ ประชาชนที่จ่ายแพงขึ้นไปแล้ว จะมีใครรับผิดชอบหรือไม่ ดังนั้นนี่จึงเป็น “ข่าวที่จบแบบยังไม่จบ” และต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง