อังกฤษงัดการทูตด้วย "พรีเมียร์ลีก" มัดใจ "สี จิ้นผิง" แลกลูกบอลแมน ยูฯ กับฟรีวีซ่า

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ของขวัญสุดพิเศษให้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เป็น “ลูกฟุตบอล” จากการแข่งขันฟุตบอล “พรีเมียร์ลีก” แมตช์ระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สามารถเอาชนะทีมอาร์เซนอลได้ 3 ประตู ต่อ 2 พร้อมลายเซ็นของนักเตะตามรายงานของสื่อ ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน
สายตาต่างจับจ้องไปที่ลูกฟุตบอลลูกนี้ เมื่ออังกฤษพยายามใช้การทูตแบบ “พรีเมียร์ลีก” มามัดใจจีน ในวันที่อังกฤษในฐานะหนึ่งในชาติมหาอำนาจยุโรปและพันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังหันเข้าหาจีนเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ที่เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ประกาศไว้ว่า “การเมินเฉยต่อจีนเป็นการกระทำที่โง่เขลา” ท่ามกลางคำขู่จากชายที่อยู่อีกฝากหนึ่งของโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าการที่อังกฤษหันไปทำธุรกิจกับจีนเป็น “สิ่งอันตราย” อย่างยิ่ง แต่อังกฤษไม่สน
ว่าแต่ว่า “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” กับ “อาร์เซนอล” จะมัดใจสี จิ้นผิงและจีน ได้อย่างไร ?
-ทำไม “ฟุตบอล” จึงกลายเป็นประเด็นที่ผู้นำอังกฤษหยิบขึ้นมาพูดกับจีน ?
นอกจากการมอบลูกฟุตบอลแล้ว “ฟุตบอล” คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษนำมาใช้พูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อสร้างความผ่อนคลายและเพิ่มความสนุกสนาน หรืออาจจะเรียกว่ามันคือหัวข้อ “Small Talk” ก่อนจะเริ่มพูดคุยในหัวข้อที่มีความเครียดมากขึ้นอย่างเรื่องการเมืองและเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามในการหาจุดบางอย่างร่วมกันระหว่างผู้นำทั้งสองและพวกเขาก็ค้นพบว่า “ฟุตบอล” คือจุดร่วมที่ทั้งสองคนมีร่วมกัน
ประธานธิบดีสี จิ้นผิง เป็นที่ทราบว่าเขาชื่นชอบฟุตบอล The New York Times เปิดเผยว่าสี จิ้นผิง เป็นแฟนตัวยงของทีม “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ขณะที่หนังสือพิมพ์ The Sun ของอังกฤษ เปิดเผยว่าระหว่างการสนทนาร่วมกับผู้นำอังกฤษ สี จิ้นผิง ยังได้กล่าวกับสตาร์เมอร์ถึงทีมฟุตบอลหลายทีมในพรีเมียร์ลีกทั้งการบอกว่าเขากำลังติดตามชมการแข่งขันของสโมสร “คริสตัล พาเลซ” และการกล่าวถึงแมนเชสเตอร์ ซิตี รวมถึงสี จิ้นผิง ยังได้ชื่นชมความสามารถในการเล่นฟุตบอลแบบ 5 คน ของสตาร์เมอร์ว่า สตาร์เมอร์มีความเป็นมืออาชีพพอสมควรด้วย
แม้ว่าความชื่นชอบของสี จิ้นผิงที่มีต่อทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นเป็นที่ทราบกันมาพอสมควรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านั้น และกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากตามสื่อของอังกฤษคือการที่สี จิ้นผิง บอกกับสตาร์เมอร์ว่าเขายังมีความชื่นชอบต่อทีมอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะคริสตัล พาเลซ อย่างที่กล่าวไปว่าสี จิ้นผิงกำลังติดตามอยู่ เป็นเพราะ คริสตัล พาเลซ เป็นทีมที่มีความเชื่อมโยงกับจีนอยู่ไม่น้อย เนื่องจาก “ซุน จีไห่” อดีตนักเตะชาวจีนในพรีเมียร์ลีก และ “ฟ่าน จื้ออี้” โค้ชชาวจีนและอดีตนักเตะของคริสตัล พาเลซ ถูกยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกเมื่อพวกเขากลายเป็นนักเตะชาวจีนกลุ่มแรกที่เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลอังกฤษในปี 1998 โดยทั้งคู่ย้ายมาร่วมทีมคริสตัล พาเลซ ในตอนนั้น และก่อตัวเป็นสายสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและอังกฤษ นำไปสู่การทัวร์ประเทศจีนของสโมสรคริสตัล พาเลซ ในปี 1999 และ 2000 อีกด้วย
ดังนั้นแล้ว การเลือกใช้หัวข้อการสนทนาที่ถูกต้องกับแฟนพรีเมียร์ลีกอย่างสี จิ้นผิง น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการทูตที่ถูกใจผู้นำจีนอยู่ไม่น้อย แม้ว่าสตาร์เมอร์อาจไม่ได้รู้สึกชื่นชมกับลูกฟุตบอลที่เขามอบให้สี จิ้นผิงนัก เพราะตามรายงานของ The New York Times สตาร์เมอร์เป็นแฟนตัวยงตลอดกาลของทีมอาร์เซนอล แต่ก็เท่ากับว่าการเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้กับผู้นำจีนก็แฝงนัยยะที่เชื่อมโยงทั้งสตาร์เมอร์และสี จิ้นผิง อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
-รัฐบาลอังกฤษมักใช้ “พรีเมียร์ลีก” มาช่วยเจรจาการค้าเสมอ ?
คำตอบคือ “ใช่” ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกลายเป็น “อาวุธเด็ด” ของทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ของอังกฤษที่พกติดตัวไปด้วยเมื่อต้องเข้าพบหรือเจรจากับผู้นำประเทศต่าง ๆ เพื่อคว้าโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศ
สำนักงานนายกรัฐมนตรีของอังกฤษระบุว่า ในทริปเดินทางเยือนจีนครั้งนี้นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ได้พาบรรดานักธุรกิจและผู้แทนจากองค์กรต่าง ๆ ของอังกฤษมากกว่า 60 ชีวิตร่วมเดินทางมากับเขาด้วยและหนึ่งในนั้นก็คือตัวแทนขององค์กรพรีเมียร์ลีก เรื่องนี้ตอกย้ำถึงพลังของ “Soft Power” อันแข็งแกร่งของพรีเมียร์ลีก แบรนด์ฟุตบอลสัญชาติอังกฤษในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพรีเมียร์ลีกในฐานะลีกฟุตบอลสูงสุดของอังกฤษได้สร้างความสนใจไปทั่วโลกและทำให้พรีเมียร์ลีกกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอังกฤษในศตวรรษนี้
จึงนับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้แทนจากพรีเมียร์ลีกจะเข้าร่วมภารกิจทางการค้ากับนายกรัฐมนตรีอังกฤษหรือนักการเมืองคนอื่น ๆ ไปยังต่างประเทศ รวมถึงทริปจีนครั้งนี้ โดยเฉพาะในยุคที่รายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในต่างประเทศแซงหน้าตลาดภายในประเทศไปแล้ว แม้ว่าพรีเมียร์ลีกจะไม่ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือทางการทูตระหว่างประเทศ แต่จากที่เห็นว่ามันได้กลายเป็นประเด็นสนทนาในการพบปะครั้งสำคัญระหว่างนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในฐานะมหาอำนาจของโลกฝั่งตะวันออก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะสรุปว่าพรีเมียร์ลีกได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ “ความเป็นอังกฤษ” ในเวทีโลกไปแล้ว
ย้อนกลับไปในปี 2015 ระหว่างที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการ นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น “เดวิด คาเมรอน” ได้พาผู้นำจีนไปเยี่ยมชมศูนย์ฝึกซ้อมของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี โดยปรากฏเป็นภาพเซลฟีของสี จิ้นผิง รวมกับนายกรัฐมนตรีคาเมรอน และ เซร์คิโอ อเกวโร กองหน้าของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี จนภาพนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น “ยุคทอง” แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
สำหรับจีนแล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะผู้ชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาได้ผลักดันวิสัยทัศน์ “3 ขั้นตอน” เพื่อพัฒนาวงการฟุตบอลของจีนให้ก้าวหน้า อันได้แก่ การส่งเสริมให้ทีมชาติจีนผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก, การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน และท้ายที่สุดคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้
แม้ว่าในปัจจุบัน ฟุตบอลทีมชาติจีนจะยังประสบปัญหาในการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ แต่ผู้นำโลกหลายคนที่ไม่ใช่แค่เคียร์ สตาร์เมอร์ ก็พยายามใช้ “การทูตผ่านฟุตบอล” เพื่อหาจุดตรงกลางร่วมกันกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
-ผลลัพธ์ต่ออังกฤษหลังจากใช้การทูตแบบพรีเมียร์ลีก
ในระหว่างการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ อังกฤษกำลังเผชิญสถานการณ์หลายอย่างที่ท้าทา แม้ว่าสตาร์เมอร์จะพยายามทำตามคำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงทั้งการลดการเข้าเมืองผิดกฎหมาย กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
แต่สิ่งที่สตาร์เมอร์ทำสำเร็จระหว่างการเยือนจีนภายใต้แนวคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะต้องนำประโยชน์สูงสุดมาสู่ชาวอังกฤษ คือ การเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือ “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองอังกฤษที่เข้ามาจีนไม่เกิน 30 วันและได้รับการยืนยันจากสำนักนายกรัฐมนตรีบ้านเลขที่ 10 ดาวนิงสตรีทแล้ว ในขณะที่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม หลังจากดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเสร็จสิ้นแล้ว
นอกจากนี้ สตาร์เมอร์ยังชี้ให้เห็นถึงการลดภาษีศุลกากรสำหรับการส่งออกวิสกี้ โดยระบุว่า มาตรการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้ราว 250 ล้านปอนด์ หรือราว 1 หมื่นล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า นายกรัฐมนตรียังได้กระตุ้นให้ผู้นำภาคธุรกิจในคณะผู้แทนคว้าโอกาสทางธุรกิจในจีน แต่ต้องดำเนินการในลักษณะที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสหราชอาณาจักร โดยย้ำว่าค่าครองชีพคือความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชนด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
