รีเซต

“เกิดอะไรขึ้นกับภาคการเกษตรอินเดีย ทำไมจึงถูกต่างชาติแบน ไปไม่ถึงระดับโลก?”

“เกิดอะไรขึ้นกับภาคการเกษตรอินเดีย ทำไมจึงถูกต่างชาติแบน ไปไม่ถึงระดับโลก?”
TNN ช่อง16
14 สิงหาคม 2569 ( 14:09 )
13

◾️◾️◾️

🔴 ญี่ปุ่นระงับนำเข้ามะม่วงอินเดีย

การหยุดชะงักครั้งใหญ่ครั้งแรกของการค้ามะม่วงระหว่างอินเดียกับญี่ปุ่นในรอบเกือบ 20 ปี เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน แม้ว่าโรงงานอบไอน้ำร้อน หรือ VHT (Vapour Heat Treatment) ซึ่งใช้ความร้อนเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืชตามข้อกำหนดกักกันพืช ในหมู่บ้านเรห์มันปูร์ เมืองลัคเนา รัฐอุตตรประเทศ กำลังเตรียมเข้าสู่ช่วงที่มีงานหนาแน่นที่สุดของปี เมื่อเจ้าหน้าที่กักกันพืชของญี่ปุ่นเดินทางมาตรวจสอบในเดือนมีนาคม

กระบวนการต่าง ๆ ดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี เอกสารการส่งออกได้รับการอนุมัติแล้ว ตารางการขนส่งถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่เกษตรกรในรัฐมหาราษฏระและคุชราตทางตะวันตกของอินเดียต่างคัดเลือก มะม่วงพันธุ์อัลฟอนโซ (Alphonso) และเคซาร์ (Kesar) คุณภาพดีที่สุดไว้สำหรับส่งออกไปญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดระดับพรีเมียมของเอเชีย แต่จู่ ๆ กระบวนการทั้งหมดก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นซึ่งเข้าตรวจสอบขั้นตอนการรมควัน การฆ่าเชื้อ และการออกใบรับรอง พบข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการโดยรวม ส่งผลให้ญี่ปุ่น “ระงับการนำเข้ามะม่วงจากอินเดีย” จนกว่าจะมีการยืนยันว่ากระบวนการปฏิบัติตามมาตรฐานได้รับการปรับปรุง

ต่อมา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม หน่วยงานคุ้มครองพืชของญี่ปุ่นในเมืองโยโกฮามาได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการ ระบุว่า มะม่วงจากอินเดียทุกล็อตที่มีใบรับรองการตรวจสอบออกตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมเป็นต้นไป จะถูกห้ามนำเข้า จนกว่าเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจะยืนยันได้ว่ามาตรฐานการดำเนินงานได้รับการปรับปรุงแล้ว

การระงับการนำเข้าในปี 2026 ส่งผลกระทบต่อมะม่วงที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้นำเข้า 6 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟอนโซ เคซาร์ ลังกา บังกานาปัลลี ชาอุซา และมัลลิกา ซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงฤดูส่งออกสูงสุดระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ในปี 1986 ญี่ปุ่นเคยห้ามนำเข้ามะม่วงจากอินเดียเนื่องจากกังวลเรื่องแมลงหวี่ (แมลงวันผลไม้) แต่ข้อจำกัดดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 2006 หลังจากอินเดียสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการอบไอน้ำร้อน พัฒนาระบบเฝ้าระวังศัตรูพืช และตกลงให้ญี่ปุ่นเข้าตรวจสอบเป็นประจำทุกปี

ระหว่างปี 2025-2026 ญี่ปุ่นนำเข้าผลิตภัณฑ์มะม่วงสดและแปรรูปจากอินเดียคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 51 ล้านบาท มูลค่าดังกล่าวอาจดูไม่สูงมากนัก แต่ตลาดญี่ปุ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าของอินเดียในตลาดโลก เพราะญี่ปุ่นยอมจ่ายราคาพรีเมียมสำหรับมะม่วง และการที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้นำเข้าสินค้าชนิดหนึ่งได้ ยังถือเป็นเสมือนเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก

◾️◾️◾️

🔴 จีนแบนข้าวอินเดีย อ้างพบดัดแปลงพันธุกรรม

ขณะที่จีนเพิกถอนใบอนุญาตนำเข้าของผู้ส่งออกข้าวอินเดีย 3 ราย หลังจากสำนักงานศุลกากรจีนปฏิเสธสินค้าที่ส่งเข้าประเทศ โดยอ้างว่าพบการปนเปื้อนหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา

ผู้ส่งออกทั้งสามรายโต้แย้งผลการตรวจสอบ โดยชี้ว่า สินค้าของพวกเขาได้รับใบรับรองว่า ปลอด GMO ก่อนออกจากอินเดียแล้ว และรัฐบาลอินเดียก็ยืนยันเช่นกันว่า พื้นที่ปลูกข้าวและนาข้าวภายในประเทศทั้งหมดไม่มีการดัดแปลงพันธุกรรม และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ส่งออกข้าวทั้งสามรายจะสามารถส่งออกข้าวไปจีนได้อีกครั้งเมื่อใด

ข้าวถือเป็นสินค้าสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรของอินเดีย โดยคิดเป็น มากกว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ และในปีงบประมาณ 2025-26 อินเดียส่งออกข้าวเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12,500 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 4.13 แสนล้านบาท

ด้านนักวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรในกรุงนิวเดลี กล่าวว่า ข้อพิพาทดังกล่าวเผยให้เห็น “จุดอ่อนของระบบตรวจสอบของอินเดีย” โดยห้องปฏิบัติการของอินเดียพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงและสารอะฟลาทอกซิน เพราะนั่นคือสิ่งที่ตลาดส่วนใหญ่ต้องการ แต่ความต้องการตรวจสอบ GMO ของจีนจำเป็นต้องใช้ศักยภาพในอีกระดับหนึ่ง

ปัญหาของอินเดียตอนนี้ คือ ห้องแล็บที่มีเทตโนโลยีล้ำสมัยมีอยู่ไม่กี่แห่งภายในประเทศ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงนิวเดลีและเมืองไฮเดอราบัดในรัฐเตลังคานา ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่อื่น ๆ ต้องส่งผลิตภัณฑ์มาตรวจสอบในพื้นที่เหล่านี้ซึ่งอยู่ห่างไกล หรืออาจเข้าไม่ถึงในการตรวจสอบ

◾️◾️◾️

🔴 ฮ่องกง สิงคโปร์ และอียูระงับนำเข้าเครื่องเทศ พบสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2025 ฮ่องกงและสิงคโปร์สั่งระงับและเรียกคืนเครื่องเทศบางรายการจากแบรนด์ดังของอินเดีย ได้แก่ MDH และ Everest หลังตรวจพบสาร “เอทิลีนออกไซด์” (Ethylene Oxide) ซึ่งเป็นสารเคมีและยาฆ่าแมลงที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ส่งผลให้ทางการอินเดียต้องเร่งตรวจคุณภาพภายในประเทศและพบตัวอย่างไม่ผ่านมาตรฐานเกือบ 12%

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปได้เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ เมล็ดยี่หร่า (cumin) จากอินเดียเป็น 30% ในเดือนมกราคม 2025 หลังจากระบบแจ้งเตือนภัยเร่งด่วนของสหภาพยุโรปพบการแจ้งเตือนเกี่ยวกับเครื่องเทศจากอินเดียถึง 312 ครั้งในปี 2024

นักวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยอาหารในเมืองโคจิ รัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย มองว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ “ห่วงโซ่อุปทานที่กระจัดกระจายและขาดระบบติดตามที่ต่อเนื่อง” โดยระบบสามารถติดตามข้อมูลได้อย่างละเอียดจนถึงการขายครั้งแรก แต่หลังจากนั้นเส้นทางของสินค้าก็แทบจะสิ้นสุดลง

เธอจึงผลักดันให้มีการบันทึกข้อมูลการใช้สารกำจัดศัตรูพืชแบบดิจิทัลเป็นข้อบังคับ เพราะหน่วยงานกำกับดูแลของต่างประเทศต้องการให้สามารถ “ตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้ตั้งแต่แปลงเพาะปลูกไปจนถึงสินค้าที่ส่งออก” แต่มาตรฐานดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นเพียง “ทางเลือก” ในหลายรัฐของอินเดียเท่านั้น ไม่ใช่ “สิ่งจำเป็น”

◾️◾️◾️

🔴 อินเดียมีผลผลิตมาก แต่ระบบสนับสนุนยังตามไม่ทัน

แม้อินเดียจะมีผลผลิตทางการเกษตรอย่างล้นหลาม แต่การรักษาความสะอาด การตรวจสอบคุณภาพในห้องปฏิบัติการ และเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับยังพัฒนาตามไม่ทัน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรนั้นถูกต่างชาติแบน

มีโรงบรรจุสินค้าที่จดทะเบียนเพียง 207 แห่ง ซึ่ง 72% กระจุกตัวอยู่ในรัฐมหาราษฏระ

นอกจากนี้ การขาดแคลนห้องเย็น รวมถึงต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ยังคิดเป็นประมาณ 15% ของมูลค่าสินค้าส่งออก หรือเกือบสองเท่าของประเทศที่มีระบบพัฒนาแล้ว

เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินน้อยกว่า 12.65 ไร่ คิดเป็นมากกว่า 86% ของผู้ปลูกพืชในอินเดีย ทำให้การกำหนดมาตรฐานในระดับใหญ่เป็นไปได้ยาก

แม้อินเดียจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก แต่กลับมีส่วนแบ่งเพียง 2.4% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั่วโลกเท่านั้น สินค้าเกษตรแปรรูปยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 17% ของการส่งออกสินค้าเกษตรของอินเดีย เทียบกับ 25% ในสหรัฐฯ และ 50% ในจีน

จนถึงตอนนี้ เกษตรกรอินเดียพิสูจน์มาเป็นเวลานานแล้วว่า พวกเขามีความสามารถในการผลิตอาหารเพื่อป้อนตลาดโลก แต่โจทย์สำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการปลูกให้ได้มากขึ้นหรือผลิตให้ได้มากขึ้นอีกต่อไป สิ่งที่อินเดียต้องสร้างคือ “ระบบ” ที่จะทำให้ตลาดโลกเชื่อมั่นว่า ผลผลิตเหล่านั้นปลอดภัย มีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเป็นไปตามมาตรฐานตั้งแต่แปลงเพาะปลูกจนถึงมือผู้บริโภค

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง