รีเซต

"บีวายดี" BYD นั่งแท่นเบอร์ 1 โลก แชมป์ยอดขายอีวีมากที่สุด จับตาอุตสาหกรรมเปลี่ยนทิศ เมื่อจีนเป็นผู้คุมเกม

"บีวายดี" BYD นั่งแท่นเบอร์ 1 โลก แชมป์ยอดขายอีวีมากที่สุด จับตาอุตสาหกรรมเปลี่ยนทิศ เมื่อจีนเป็นผู้คุมเกม
TNN ช่อง16
14 มกราคม 2569 ( 08:00 )
30

รถไฟฟ้าจากจีน โค่น สหรัฐฯ ได้สำเร็จ "บีวายดี" BYD นั่งแท่นเบอร์ 1 โลก ยอดขายมากที่สุด ปี 2568 จ่อคุมทิศทางอุตสาหกรรมอีวีโลก  


วันนี้ที่รอคอย สำหรับบีวายดี ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน ทำได้สำเร็จแล้ว ผงาดขึ้นแท่นครองแชมป์เป็นเบอร์หนึ่งของโลก หลังจากทำยอดขายยานยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลกในปีที่ผ่าน มากกว่า 2,250,000 คัน แซงหน้าเทสลา ของอิลอน มัสก์ จากสหรัฐฯ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก  ส่งสัญญาณว่าโลกของอีวีกำลังเปลี่ยนทิศเข้าสู่ยุคของจีนอย่างเป็นทางการ


 2,250,000 ล้านคัน นี่คือยอดของบีวายดี (BYD) ในปี 2568 ที่ผ่านมา ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ BEV เป็นยอดขายที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 28% จากปีก่อนหน้า ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญอย่าง Tesla มียอดส่งมอบรถอยู่ที่ประมาณ 1,650,000 ล้านคัน ในปีที่ผ่านมา 


ดังนั้นเท่ากับว่าค่ายรถเจ้าดังจากจีน BYD ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่พาตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมอีวี ในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ปาดหน้าแชมป์เก่าอย่างเทสลาจากสหรัฐอเมริกา และหมายความ สมรภูมิ EV โลกกำลังเปลี่ยนมือจากตะวันตกสู่จีนอย่างเต็มรูปแบบ 

 

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสลับอันดับของเบอร์หนึ่งและเบอร์สองของโลก แต่ที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง คือ การสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจอย่างลึกซึ้ง หรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะในยุคนี้และยุคหน้า เป็นช่วงเวลาที่รถยนต์ไฟฟ้าถูกมองเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่ และยังเป็นสนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจอีกด้วย 


ย้อนกลับไปดูผลงานที่ผ่านมา ในขณะที่ BYD เดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เทสลากลับต้องเผชิญปีที่ท้าทายที่สุดปีหนึ่งในประวัติศาสตร์บริษัท ยอดส่งมอบรถยนต์ของเทสลาในปี 2568 ลดลงมากกว่า 8% จากปีก่อนหน้า โดยในไตรมาสสุดท้ายของปีทำยอดได้ราว 418,000 คัน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และต่ำกว่าระดับเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยสำคัญมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การชะลอตัวของตลาด EV ในสหรัฐฯ และแรงกระเพื่อมทางภาพลักษณ์จากบทบาททางการเมืองของอีลอน มัสก์ ซึ่งเริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน


ปี 2568 ถือเป็นปีที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังรัฐบาลยุติมาตรการลดหย่อนภาษีรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 7,500 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายเดือนกันยายน ส่งผลให้ความต้องการซื้อรถ EV ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์ดิ่งลงพร้อมกัน และเทสลาซึ่งพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลักก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวได้


แม้เทสลาจะพยายามตอบโต้ด้วยการเปิดตัวรุ่นราคาประหยัดของโมเดลยอดนิยมในช่วงปลายปี และยังคงครองส่วนแบ่งตลาด EV ในสหรัฐฯ ได้ที่ระดับ 45% แต่ภาพรวมตลาดกลับไม่เอื้ออำนวย ขณะที่คู่แข่งจากจีน โดยเฉพาะ BYD กลับใช้ช่วงเวลานี้เร่งขยายตลาดนอกประเทศอย่างหนักหน่วง และผลักดันให้ BYD ผงาดขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำโลกได้สำเร็จ 


ยอดขายนอกประเทศจีนของ BYD ในปี 2568 พุ่งทะยานกว่า 150% แตะระดับมากกว่า 1 ล้านคัน โดยเฉพาะในลาตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดแข็งด้านราคา เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์


แม้กระทั่งในสหราชอาณาจักร ที่กลายเป็นตลาดสำคัญ และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสำเร็จครั้งนี้  เมื่อ BYD เปิดเผยว่า อังกฤษได้ขึ้นแท่นเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัทนอกประเทศจีน โดยยอดขายพุ่งขึ้นถึง 880% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี 


ส่วนทิศทางของตลาดในประเทศบ้านเกิดอย่างจีนซึ่งเป็นฐานหลัก BYD  วันนี้ต้องเจอกับภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายร่วมชาติ โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหม่อย่าง XPeng และ Nio ทำให้การเติบโตของ BYD ในประเทศจีนชะลอตัวลงไปสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี แต่ทว่าทิศทางของตลาดส่งออกยังคงสดใส ตลาดต่างประเทศยังทำยอดได้อย่างแข็งแกร่งและชดเชยยอดขายที่หายไปได้จีนได้ดี โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ( 4 Q4/2568) ที่ปรากฎว่า BYD สามารถ ยอดขายนอกประเทศพุ่งขึ้นถึงเกือบ 200% เมื่อเทียบรายปี นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าตลอดปี 2568 BYD มียอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV รวมกว่า 4,600,000 คัน ทำได้ตามเป้าหมายที่บริษัทปรับใหม่ไว้ 


 

"ราคาถูกกว่า " จุดแข็งของยานยนต์ไฟฟ้าจีน ?

 

การขึ้นเบอร์หนึ่้งโลกของบีวายดี เป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมอีวีโลก ที่อนาคตยังคงมองหาพลังงานสะอาด และในขณะเดียวกันราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อรถ ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ หรือพูดง่ายๆ รถของจีนราคาของถูกกว่า ก็ช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า   


นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การที่ BYD แซง Tesla ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในปี 2568 ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนดุลอำนาจในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อจีนมีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการสนับสนุนเชิงนโยบาย ขณะที่ตลาดโลกกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้มากขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หรือพูดง่ายๆ คือ ราคามีผลต่อการตัดสินใจ เมื่อรถของจีนถูกกว่า คนก็อยากซื้อมากกว่านั่้นเอง   


แต่อย่างไรก็ตาม อนาคตหลังจากนี้ ต้องดูกันไปยาวๆ ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกในปี 2569 นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ต้นทุนทางการเงินที่สูง และการที่หลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มลดมาตรการอุดหนุน  


ส่วนการแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ตั้งแต่สงครามราคาไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะคัดกรองผู้เล่นที่อ่อนแอออกจากตลาด และเปิดทางให้ผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีสายป่านยาวขึ้นมาครองตลาดมากยิ่งขึ้น การแข่งขันด้วยตัวเลขยอดขาย จะยกระดับไปสู่การวัดกันที่ตัวเลขกำไร และความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางนโยบายการค้าโลกที่มีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะกำแพงภาษี


สำหรับบีวายดี ปี 2569 บริษัทประกาศเดินหน้าขยายกำลังการผลิตนอกประเทศจีนอย่างจริงจัง ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าและภาษีนำเข้า พร้อมเร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น  และต้นทุนต่อคันที่ต่ำลง เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านราคาในตลาดโลก


ในฝั่งของเทสลา ในปีนี้ 2569 นับว่าเป็นปีแห่งการตั้งหลักและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา และความคาดหวังของนักลงทุนต่อแผนธุรกิจระยะยาว ตั้งแต่โครงการ Robotaxi รถไร้คนขับ ไปจนถึงหุ่นยนต์มนุษย์ ซึ่งยังต้องใช้เวลาและเงินลงทุนจำนวนมหาศาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง