รีเซต

อีลอน มัสก์ โฟกัสปักหมุดบนดวงจันทร์เปิดเบื้องหลังการปรับแผนภารกิจอวกาศของบริษัท SpaceX

อีลอน มัสก์ โฟกัสปักหมุดบนดวงจันทร์เปิดเบื้องหลังการปรับแผนภารกิจอวกาศของบริษัท SpaceX
TNN ช่อง16
10 กุมภาพันธ์ 2569 ( 16:43 )
8

ในช่วงต้นต้นเดือนกุมภาพันธ์นับเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษที่อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX ได้เคยประกาศเอาไว้ว่าเป้าหมายสูงสุดของบริษัท SpaceX คือ การส่งมนุษย์อวกาศไปดาวอังคารให้สำเร็จ อย่างไรก็ตามล่าสุด บริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายที่จะให้ความสำคัญกับดวงจันทร์ และการสร้างเมืองบนดวงจันทร์เป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดเป็นภารแรก ตั้งเป้าสร้างเมืองบนดวงจันทร์ (Moon City) ให้สำเร็จ ก่อนที่จะขยายการสำรวจไปดาวอังคารในอนาคต เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความฝันเกี่ยวกับดาวอังคารได้จบลง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ด้วยเหตุผลทางวิศวกรรม ความปลอดภัยของอารยธรรม และความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ SpaceX ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางสู่ดวงดาว โดยมีดวงจันทร์เป็นฐานที่มั่นแห่งแรก 

ข้อจำกัดด้านเวลาและกลศาสตร์วงโคจร (Speed and Iteration)

เหตุผลทางเทคนิคที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนเป้าหมายคือ ความเร็วในการพัฒนา โดยอีลอน มัสก์ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือตำแหน่งของดาวอังคารจะโคจรมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมต่อการเดินทางจากโลกเพียงทุก ๆ 26 เดือน และการเดินทางแต่ละเที่ยวใช้เวลาถึง 6 เดือน วงรอบที่ยาวนานนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาแบบลองผิดลองถูก (Iteration) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของ SpaceX

ในทางตรงกันข้าม การเดินทางไปดวงจันทร์สามารถปล่อยยานได้ทุก ๆ 10 วัน และใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 2 วันเท่านั้น ความถี่นี้ทำให้ SpaceX สามารถส่งยาน Starship ไปกลับ ขนส่งทรัพยากร และแก้ปัญหาทางเทคนิคได้รวดเร็วกว่าการไปดาวอังคารอย่างมหาศาล อีลอน มัสก์ระบุว่าด้วยวงรอบที่สั้นกว่านี้ มนุษย์สามารถสร้างเมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง (Self-growing city) บนดวงจันทร์ได้สำเร็จภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ในขณะที่หากพยายามทำสิ่งเดียวกันบนดาวอังคาร อาจต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปี

ความเสี่ยงต่อการล่มสลายของอารยธรรม (Existential Risk)

นอกเหนือจากเรื่องความเร็ว อีลอน มัสก์ยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อารยธรรมมนุษย์บนโลกอาจหยุดชะงัก ไม่ว่าจะจากภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการส่งเสบียงไปยังอาณานิคมนอกโลกต้องถูกตัดขาด

หากอาณานิคมบนดาวอังคารยังพึ่งพาการส่งกำลังบำรุงจากโลก และเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ยานอวกาศไม่สามารถเดินทางไปได้ อาณานิคมนั้นจะตายลงทันที การสร้างเมืองบนดวงจันทร์ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ (Self-sustaining) จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในระยะสั้น อีลอน มัสก์เน้นย้ำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้อนาคตของอารยธรรมปลอดภัย และการสร้างฐานที่มั่นบนดวงจันทร์คือหนทางที่เร็วที่สุดในการประกันความอยู่รอดของมนุษยชาติในกรณีที่เกิดหายนะบนโลก

ศักยภาพทางอุตสาหกรรมและพลังงาน (Industrial & Economic Potential)

การสร้างเมืองบนดวงจันทร์ในวิสัยทัศน์ใหม่ของ SpaceX ไม่ใช่แค่การตั้งฐานวิจัยเล็กๆ แต่เป็นการสร้างระบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ มัสก์มองเห็นศักยภาพในการตั้งโรงงานบนดวงจันทร์เพื่อใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการผลิต โดยเฉพาะการผลิตดาวเทียมและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เพื่อส่งออกไปสู่อวกาศที่ลึกขึ้น

ยาน Starship ซึ่งเป็นยานอวกาศขนาดยักษ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะเป็นหัวใจสำคัญของภารกิจนี้ ด้วยความสามารถในการถ่ายโอนเชื้อเพลิงในอวกาศ (In-space propellant transfer) ทำให้ Starship สามารถขนส่งสินค้าน้ำหนักมหาศาลลงจอดบนดวงจันทร์ได้

อีลอน มัสก์ยังได้กล่าวถึงแนวคิดสุดล้ำอย่างการใช้เครื่องดีดแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic mass driver) บนดวงจันทร์เพื่อส่งดาวเทียม AI จำนวนมหาศาลสู่วงโคจร ซึ่งอาจช่วยให้มนุษยชาติก้าวข้ามขีดจำกัดทางพลังงานและไต่ระดับขึ้นสู่มาตรวัดคาร์ดาชอฟ (Kardashev scale) หรือ มาตรวัดระดับความเจริญของอารยธรรมตามการใช้พลังงาน ได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าเรื่องศูนย์ข้อมูล (Data centers) นอกโลกจะเป็นเพียง โบนัสของโครงการ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าดวงจันทร์มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากกว่าในระยะใกล้

สถานะของโครงการดาวอังคารและบทบาทของ NASA

ถึงแม้เป้าหมายจะเปลี่ยนไปที่ดวงจันทร์ก่อน แต่บริษัท SpaceX ยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งดาวอังคาร อีลอน มัสก์ระบุว่าโครงการดาวอังคารจะดำเนินไปคู่ขนานกัน (In parallel) โดยคาดว่าจะเริ่มภารกิจสู่ดาวอังคารได้ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า และมีความเป็นไปได้ที่จะมีเที่ยวบินที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยภายในปี ค.ศ. 2031 เพียงแต่ทรัพยากรและความสนใจหลักในช่วงแรกจะถูกทุ่มเทให้กับดวงจันทร์

นอกจากนี้ การเปลี่ยนโฟกัสมาที่ดวงจันทร์ยังสอดคล้องกับภารกิจ Artemis ของ NASA ซึ่ง SpaceX ได้รับเลือกให้เป็นผู้สร้างยานลงจอด (Lander) สำหรับนักบินอวกาศชุดแรกที่จะกลับไปดวงจันทร์ในรอบกว่า 50 ปี การทำงานร่วมกับ NASA ในโครงการ Artemis จึงเป็นเสมือนรากฐานสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีของ Starship ได้รับการพัฒนาและทดสอบอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งการสร้างเมืองบนดวงจันทร์และการเดินทางสู่ดาวอังคารในอนาคต

การตัดสินใจของ SpaceX ในการเปลี่ยนเป้าหมายจากดาวอังคารมาเป็นดวงจันทร์ ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการก้าวที่สั้นกว่าเพื่อกระโดดได้ไกลขึ้น การเลือกดวงจันทร์เป็นสนามทดสอบเทคโนโลยีและฐานที่มั่นแห่งแรก ช่วยลดความเสี่ยงจากระยะเวลาการเดินทางที่ยาวนานของดาวอังคาร และตอบโจทย์เรื่องความเร่งด่วนในการสร้างหลักประกันความอยู่รอดให้กับอารยธรรมมนุษย์

ด้วยระยะเวลาการเดินทางเพียงไม่กี่วันและความสามารถในการปล่อยยานที่ถี่กว่า ดวงจันทร์จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผลที่สุดในทางปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนสถานะของมนุษย์ให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ในอวกาศอย่างแท้จริง ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าบนดาวเคราะห์สีแดงในทศวรรษต่อไป 

การตัดสินใจของ SpaceX ในการเปลี่ยนเป้าหมายจากดาวอังคารมาเป็นดวงจันทร์ ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการก้าวที่สั้นกว่าเพื่อกระโดดได้ไกลขึ้น การเลือกดวงจันทร์เป็นสนามทดสอบเทคโนโลยีและฐานที่มั่นแห่งแรก ช่วยลดความเสี่ยงจากระยะเวลาการเดินทางที่ยาวนานของดาวอังคาร และตอบโจทย์เรื่องความเร่งด่วนในการสร้างหลักประกันความอยู่รอดให้กับอารยธรรมมนุษย์

ด้วยระยะเวลาการเดินทางเพียงไม่กี่วันและความสามารถในการปล่อยยานที่ถี่กว่า ดวงจันทร์จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผลที่สุดในทางปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนสถานะของมนุษย์ให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ในอวกาศอย่างแท้จริง ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าบนดาวเคราะห์สีแดงในทศวรรษต่อไป 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง