รีเซต

จากผู้ซื้อสู่ผู้ผลิต ปลดล็อก Defense Tech เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย

จากผู้ซื้อสู่ผู้ผลิต ปลดล็อก Defense Tech เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย
TNN ช่อง16
28 ตุลาคม 2569 ( 19:35 )

ในโลกที่เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนสมรภูมิได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ความมั่นคงของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีอาวุธทันสมัยเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการพัฒนา ผลิต บำรุงรักษา และปรับปรุงเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ด้วยตัวเอง

เพราะในวันที่การจัดหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศอาจเผชิญข้อจำกัด การเป็นเพียงผู้ซื้อย่อมมีความเสี่ยง ขณะที่การสร้างความสามารถภายในประเทศไม่เพียงช่วยเพิ่มทางเลือกด้านความมั่นคง แต่ยังเป็นโอกาสต่อยอดองค์ความรู้ บุคลากร และห่วงโซ่การผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะมีอาวุธที่ทันสมัยได้อย่างไร แต่คือจะเปลี่ยนจากผู้ซื้อเทคโนโลยีมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีได้มากน้อยเพียงใด

บนเวทีเสวนา Defense Tech : Powering Thailand’s New Machine Economy เทคโนโลยีป้องกันประเทศ : เครื่องยนต์ใหม่พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ภายในงาน TNN Tech Forum 2026 : AI Warfare – The Race for Humanity ผู้บริหารจากภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมสะท้อนศักยภาพของผู้ผลิตไทย ตั้งแต่ยานเกราะ เรือรบ ไปจนถึงเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน พร้อมชี้ให้เห็นโจทย์สำคัญในการต่อยอดขีดความสามารถของประเทศให้เป็นทั้งหลักประกันด้านความมั่นคงและโอกาสทางเศรษฐกิจ


เมื่อความมั่นคงไม่ได้จบแค่การจัดซื้อ

การจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศช่วยให้กองทัพเข้าถึงเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งานได้ แต่ในโลกที่ความขัดแย้งและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีอุปกรณ์อยู่ในครอบครองอาจไม่เพียงพอที่จะรับประกันความพร้อมในวันที่เกิดวิกฤต

หากการจัดหาอะไหล่ กระสุน หรือการเข้าถึงระบบเทคโนโลยีจากต่างประเทศเกิดข้อจำกัด ประเทศไทยจะยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศได้มากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธานบริษัท อาร์วี คอนเน็กซ์ จำกัดสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีภายในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอธิปไตยทางเทคโนโลยี โดยชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีโดรนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีทุก 10 วัน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการรบ

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้การพึ่งพาเทคโนโลยีที่จัดซื้อมาเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด เพราะเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ผู้ใช้งานก็จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวตามไปด้วย ขณะที่ความสามารถในการพัฒนาและปรับปรุงระบบของตนเองจะช่วยให้ประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นนี้สะท้อนว่า ความมั่นคงทางทหารไม่ได้หมายถึงการมีอาวุธอยู่ในครอบครองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการควบคุมระบบ ทำความเข้าใจเทคโนโลยี บำรุงรักษา และพัฒนาสิ่งจำเป็นได้ด้วยตนเอง

โจทย์ของสงครามยุคใหม่จึงอยู่ที่การสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี เริ่มจากการพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศ เพื่อให้ไทยมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างและต่อยอดเทคโนโลยี ไม่ใช่รอรับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากที่อื่นเพียงอย่างเดียว

รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธานบริษัท อาร์วี คอนเน็กซ์

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จะสร้างความสามารถแข่งขันของไทยอย่างไร

กฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด มองว่า การจัดซื้อเทคโนโลยีป้องกันประเทศจากต่างชาติอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องการอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ต้นทุนและความสามารถที่ประเทศจะได้รับในระยะยาว

การซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศอาจทำให้ประเทศเข้าถึงอุปกรณ์ที่มีสมรรถนะสูงได้ทันที แต่หากไม่ได้พัฒนาความรู้และความสามารถของตนเองควบคู่กัน ประเทศก็อาจต้องพึ่งพาผู้ผลิตเดิมต่อไป ทั้งด้านการบำรุงรักษา การพัฒนาเทคโนโลยี และการต่อยอดผลิตภัณฑ์

ในทางกลับกัน การสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การทดสอบ การแก้ไขข้อบกพร่อง ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่

กฤตอธิบายกระบวนการนี้ว่าเป็นการพัฒนาแบบ Never-ending หรือการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะการลงมือสร้างเทคโนโลยีเองทำให้ผู้ผลิตได้เรียนรู้และยกระดับความสามารถไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ผู้บริหารชัยเสรียังยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับข้อมูลจากผู้ผลิตว่ามีการใช้ยุทโธปกรณ์ที่ผลิตได้ภายในประเทศในสัดส่วนประมาณ 90% อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญสำหรับไทยไม่ใช่การตั้งเป้าว่าจะต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่คือการกำหนดให้ชัดว่า เทคโนโลยีใดมีความจำเป็น เทคโนโลยีใดที่ไทยมีศักยภาพพัฒนา และเทคโนโลยีใดควรอาศัยความร่วมมือจากต่างประเทศ

การเลือกลงทุนอย่างมีทิศทางจะช่วยให้การสร้างความสามารถภายในประเทศเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการผลิตทุกชิ้นส่วนหรือทุกระบบด้วยตัวเอง

กฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด 

กฤตสรุปแนวคิดนี้ผ่านคำว่า “One day” ที่ต้องเปลี่ยนเป็น “Day one” หมายถึงการเลิกฝากความหวังไว้กับวันที่ประเทศไทยจะพร้อมในอนาคต แล้วเริ่มลงมือสร้างความสามารถตั้งแต่วันนี้

ด้านภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)มองว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีศักยภาพและมาตรฐานที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ โดยยกตัวอย่างมาร์ซัน ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการต่อเรือและยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ข้อมูลของบริษัทระบุว่า จนถึงปี 2568 มาร์ซันสร้างเรือมาแล้วกว่า 360 ลำ และมีผลงานส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงประเทศโอมาน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำความสามารถออกสู่ตลาดต่างประเทศ ที่สำคัญคือ เรือที่มาร์ซันต่อขึ้นทุกลำ ไม่มีแม้แต่ลำเดียวที่ถูกจม แม้จะถูกโจมตีจากข้าศึกก็ตาม

ศักยภาพที่มีอยู่จึงเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับการต่อยอดอุตสาหกรรม แต่การจะพัฒนาให้เติบโตต่อเนื่องยังต้องอาศัยทั้งการลงทุน การเรียนรู้ทางเทคโนโลยี และตลาดที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

ภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)

รัฐต้องมุ่งสู่การส่งเสริมยุโธปกรณ์ในประเทศมากกว่าผู้ซื้อ

แม้ผู้ประกอบการไทยจะมีศักยภาพ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนา และต้องผ่านกระบวนการทดสอบเพื่อพิสูจน์สมรรถนะ หากไม่มีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการก็อาจไม่สามารถลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่ได้เต็มที่

กฤตเสนอให้ภาครัฐเพิ่มการสนับสนุนการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศไม่ควรหมายถึงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ แต่ควรออกแบบเงื่อนไขให้ผู้ผลิตมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีมาตรฐานชัดเจน และได้รับโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศผ่านการใช้งานและการทดสอบอย่างเป็นระบบ

ภัทรวินระบุว่า การสนับสนุนจากกองทัพเรือไทยอย่างต่อเนื่องมีส่วนสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของมาร์ซัน แต่ในอนาคตยังต้องการให้ภาครัฐเพิ่มการสนับสนุนการผลิตในประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคเอกชนและช่วยให้ประเทศพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

เขามองว่า ประเทศไทยเริ่มแสดงให้ต่างชาติเห็นแล้วว่า นอกจากศักยภาพด้านอาหารและทรัพยากรทางธรรมชาติ ยังมีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ โดยการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาเดินหน้าได้เร็วขึ้น

ขณะที่ รศ.ดร.สุเจตน์ เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์ป้องกันประเทศของไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยยกตัวอย่างบทบาทของทูตทหารจากบางประเทศที่ช่วยส่งเสริมยุทโธปกรณ์ซึ่งผลิตในประเทศของตนเอง

แนวคิดนี้สะท้อนว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ป้องกันประเทศอาจต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ เนื่องจากความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดจากคุณภาพผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับมาตรฐาน การรับรอง และความเชื่อมั่นระหว่างประเทศด้วย

บทบาทของรัฐจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเป็นผู้จัดซื้อ แต่ยังอาจครอบคลุมถึงการกำหนดทิศทางความต้องการของกองทัพ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐ กองทัพ หน่วยงานด้านเทคโนโลยี และภาคเอกชนจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้การพัฒนาไม่หยุดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น แต่สามารถต่อยอดไปสู่ระบบอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งขึ้น


Defense Tech กับโอกาสสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

เหตุผลที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีโอกาสเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่องค์ความรู้ ทักษะแรงงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต

การพัฒนายานเกราะหนึ่งคัน เรือหนึ่งลำ หรือระบบโดรนหนึ่งระบบ อาจเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตชิ้นส่วน วัสดุ วิศวกรรม ซอฟต์แวร์ ระบบควบคุม และการทดสอบ ตลอดจนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้าน หากประเทศไทยสามารถสร้างผู้ผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศได้มากขึ้น ก็มีโอกาสเพิ่มการหมุนเวียนของเงินลงทุน สร้างงานที่ใช้ทักษะสูง และยกระดับขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ

นอกจากนี้ ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังอาจนำไปต่อยอดในภาคส่วนอื่นได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเทคโนโลยีและความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้การลงทุนด้านนี้มีความหมายมากกว่าการจัดหาอาวุธหรือยุทโธปกรณ์

ในบริบทของ TNN Tech Forum 2026 ที่ตั้งคำถามถึง AI Warfare และการแข่งขันทางเทคโนโลยี ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การมองเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นระบบที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจัดหาอุปกรณ์สำเร็จรูป การมีบุคลากรที่เข้าใจเทคโนโลยี การพัฒนาระบบให้เหมาะกับความต้องการของประเทศ และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ทันต่อสถานการณ์ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมทั้งความพร้อมด้านความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

การเปลี่ยนจากผู้ซื้อสู่ผู้ผลิตไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่หมายถึงการรู้ว่าอะไรจำเป็นต้องพัฒนาเอง อะไรควรร่วมมือกับต่างประเทศ และจะเปลี่ยนความรู้ที่มีให้กลายเป็นความสามารถที่ต่อยอดได้อย่างไร

เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความมั่นคงไม่ได้วัดจากสิ่งที่ประเทศซื้อมาได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สิ่งที่ประเทศสามารถเรียนรู้ สร้าง และพัฒนาต่อไปได้ด้วยตัวเอง และหากไทยทำให้ความสามารถเหล่านี้เติบโตเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง Defense Tech ก็อาจเป็นมากกว่ากลไกด้านความมั่นคง แต่เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง