สหรัฐฯ เดินหน้าแผนตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2030

15 มกราคม 2569 ( 00:19 )
8
สหรัฐอเมริกากำลังขยับเข้าใกล้หมุดหมายครั้งสำคัญของการสำรวจอวกาศ เมื่อองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ประกาศความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์บนพื้นผิวดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อรองรับการตั้งฐานถาวรของมนุษย์ภายใต้โครงการอาร์เทมิส (Artemis)
โดยจาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman) ผู้บริหารองค์การนาซา ย้ำชัดว่า “การบรรลุเป้าหมายในอนาคตนี้ จำเป็นต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์” เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องยาวนาน และไม่ขึ้นกับแสงอาทิตย์หรือสภาพแวดล้อมที่ผันผวนบนดวงจันทร์
แนวคิดดังกล่าวได้รับแรงหนุนเชิงนโยบายโดยตรงจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 47 ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเรียกร้องให้เริ่มก่อสร้างฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 พร้อมกำหนดให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้องมีความพร้อมสำหรับการส่งขึ้นไปติดตั้งบนพื้นผิวดวงจันทร์ภายในกรอบเวลาเดียวกัน คำสั่งดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มองว่าดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงเป้าหมายการสำรวจระยะสั้น แต่เป็นฐานยุทธศาสตร์สำหรับการขยายการดำรงอยู่ของมนุษย์ในห้วงอวกาศลึก และเป็นก้าวสำคัญก่อนการเดินทางสู่ดาวอังคาร
ความคืบหน้าล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อนาซา และกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (Department of Energy: DOE) ได้ประกาศการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) อย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันความร่วมมือเชิงลึกในการพัฒนาและส่งมอบระบบพลังงานนิวเคลียร์สำหรับการใช้งานบนดวงจันทร์
จาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman) ผู้บริหารองค์การนาซา กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ภายใต้นโยบายอวกาศแห่งชาติของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะกลับไปยังดวงจันทร์ สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการดำรงอยู่ และลงทุนที่จำเป็นสำหรับก้าวสำคัญครั้งต่อไปสู่ดาวอังคารและไกลกว่านั้น” พร้อมย้ำว่า “การบรรลุอนาคตเช่นนี้จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ ข้อตกลงนี้จะช่วยให้เกิดความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างนาซาและกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งมอบขีดความสามารถที่จำเป็นในการนำไปสู่ยุคทองของการสำรวจและค้นพบอวกาศ”
ในเชิงเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศจำนวนมากเห็นตรงกันว่า พลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะระบบฟิชชันขนาดกะทัดรัด เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานีอวกาศหรือฐานที่มีมนุษย์ประจำอยู่บนดวงจันทร์และดาวอังคาร เครื่องปฏิกรณ์ประเภทนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาหลายปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงใหม่
พลังงานนิวเคลียร์ ระบบฟิชชันแตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องเผชิญกับช่วงกลางคืนบนดวงจันทร์ซึ่งยาวนานราว 14 วันของโลก และอุณหภูมิที่อาจลดต่ำถึงประมาณ -170 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ระบบนิวเคลียร์ยังมีศักยภาพในการจ่ายพลังงานระดับหลายสิบกิโลวัตต์ ไปจนถึงระดับเมกะวัตต์ในอนาคต ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การผลิตออกซิเจน และการสกัดทรัพยากรในท้องถิ่น (In-Situ Resource Utilization)
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างนาซาและกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ในด้านพลังงานนิวเคลียร์อวกาศ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้งสองหน่วยงานทำงานร่วมกันมาแล้วมากกว่าครึ่งศตวรรษ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยานสำรวจอวกาศหุ่นยนต์ของนาซาหลายภารกิจอาศัยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกจากไอโซโทปรังสี หรือ RTG (Radioisotope Thermoelectric Generator) เป็นแหล่งพลังงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นยานแคสสินี (Cassini) ที่โคจรรอบดาวเสาร์ ยานสำรวจดาวอังคาร คิวริโอซิตี (Curiosity) และ เพอร์เซเวอแรนซ์ (Perseverance) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าระบบพลังงานนิวเคลียร์สามารถทำงานได้อย่างเชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอวกาศ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
