จับตา "ลาว" ฟื้นแรง! เกินดุลการค้า ส่งออกพุ่ง ปีแห่งการตั้งหลัก เร่งเครื่องสู่ประเทศ "รายได้ปานกลางระดับบน"

"ลาว" ฟื้นแรง! ต้นปีเกินดุล 202 ล้านดอลลาร์ GDP ปี 2568 โต 4.8% รัฐบาลเร่งเครื่อง ไต่ขึ้นประเทศ "รายได้ปานกลางระดับบน"
จับตาสัญญาณเชิงบวกสำหรับเศรษฐกิจของประเทศลาว หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ล่าสุด คือ เดือนมกราคม ต้นปีที่ผ่านมา ลาวมีตัวเลขเกินดุลการค้าอยู่ที่ 202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความท้าทายหลายด้านโดยเฉพาะบริบทของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวนอย่างหนัก
ข้อมูลจาก เวียงจันทน์ ไทมส์ ( Vientiane Times) ได้รายงานอ้างอิงข้อมูลจากทางการของลาว ระบุว่ามูลค่าการส่งออกในมกราคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 886 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ราว 684 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าการค้ารวมทะลุ 1.5 พันล้านดอลลาร์ หมายความว่ากระแสเงินตราต่างประเทศได้ไหลเข้าสู่ประเทศมากกว่าที่ไหลออก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับช่วงเวลาต้นปีแบบนี้ และเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศลาว หลังจากที่ผ่านมาต้องเจอกับแรงกดดันด้านสภาพคล่องและค่าเงินที่ผันผวนเป็นเวลานานหลายปี
สำหรับโครงสร้างการส่งออกของลาวในช่วงต้นปีนี้ ยังคงมีลักษณะ “พึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์” เป็นแกนหลัก แต่เริ่มเห็นความพยายามกระจายตัวมากขึ้นทั้งในเชิงสินค้าและตลาดปลายทาง
กลุ่มสินค้าหลักอันดับต้น ๆ ยังคงเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งลาวได้วางตำแหน่งตัวเองเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สร้างรายได้สม่ำเสมอและเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศสำคัญ ถัดมาคือแร่และโลหะ เช่น ทองคำ ทองแดง และโลหะผสม ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการในตลาดภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะกาแฟจากที่ราบสูงโบลาเวน ยางพารา มันสำปะหลัง กล้วย และสินค้าเกษตรเชิงพาณิชย์อื่น ๆ
ขณะที่ตลาดปลายทางของส่งออกสำคัญยังคงเป็นจีน เวียดนาม และไทย โดยเศรษฐกิจของลาวเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก และกลุ่มอาเซียน หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีนที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มีบทบาททั้งด้านการค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน และการเกินดุลการค้าของลาวในลักษณะนี้จะมาช่วยเสริมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ลดแรงกดดันต่อค่าเงินกีบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจภายในประเทศในระยะสั้นได้
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกที่ยังพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ค่อนข้างสูง ทำให้ลาวยังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก รัฐบาลจึงพยายามผลักดันการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มความหลากหลายและลดความเปราะบางในระยะยาว หากการปรับโครงสร้างนี้เดินหน้าได้ต่อเนื่อง โครงสร้างการส่งออกของลาวในอนาคตอาจมีความสมดุลและยั่งยืนมากขึ้นกว่าเดิม
เช่น ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลลาว ได้เร่งผลักดันการปลูกชาและกาแฟ เป็นสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ จะยกระดับให้เป็นสินค้าเกษตรเชิงคุณภาพ เพื่อการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้โครงการ “กรีน คัพ” (Green CUP Project) เพื่อพัฒนาคุณภาพให้เกิดการปลูกชาและกาแฟอย่างยั่งยืน
โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การยกระดับรายได้ของเกษตรกรรายย่อย ประมาณ 3,000–4,000 ครัวเรือน ครอบคลุมประชากรกว่า 25,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นแหล่งปลูกสำคัญ
สำหรับอุตสาหกรรมกาแฟของลาวถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะกาแฟจากที่ราบสูงโบลาเวน ซึ่งปัจจุบันนี้มีบริษัททั้งในและต่างประเทศมากกว่า 80 แห่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต แปรรูป และส่งออกกาแฟ สร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
จีดีพีของลาวในปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 4.8% ถือว่าเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่รัฐบาลของลาวเองตั้งเป้าอยากให้ปีนี้เกิดการเติบโตต่อเนื่องไปถึง 5-6% และยาวไปถึงห้าปีหลังจากนี้
ย้อนกลับไปในช่วงเวลา 2–3 ปีที่ผ่านมา ประเทศลาวเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากอัตราเงินเฟ้อสูง กระทบกับค่าครองชีพของคนลาว ขณะที่ค่าเงินกีบอ่อนค่าอย่างหนัก และประเทศยังแบกรับภาระหนี้สาธารณสูง โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศ รัฐบาลลาวเองก็มีข้อจำกัดในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะต้องรักษาเสถียรภาพการคลัง การจัดเก็บรายได้ภายในประเทศยังต่ำเมื่อเทียบกับภาระรายจ่ายและหนี้ และเศรษฐกิจของลาวยังพึ่งพาการส่งออกไฟฟ้าา แร่ และสินค้าเกษตร รวมถึงพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศสูง โดยเฉพาะจาก จีน และ ไทย หากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว ลาวจะได้รับผลกระทบทันที
แต่ล่าสุดปีที่ผ่านมา ปี พ.ศ. 2568 เศรษฐกิจลาวมีตัวเลขการเติบโตที่ระดับ 4.8% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมาจากแรงหนุนหลายด้าน โดยภาคบริการมีสัดส่วนมากที่สุดในโครงสร้าง GDP ที่ประมาณ 36.3% โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การขนส่ง และการค้า ภาคการผลิตคิดเป็น 32% และภาคเกษตรกรรมประมาณ 20.3%
ส่วนทิศทางของปีนี้ พ.ศ. 2569 ในส่วนของรัฐบาลลาวเอง ก็ได้ประกาศเป้าหมายการเติบโตที่ทะเยอทะยานยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าให้ GDP ของประเทศต้องเติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 5-6% ต่อปี ในช่วงเวลา 5 ปีหลังจากนี้ หรือนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 - 2573 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 10 โดยจะเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่โครงสร้างที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับรัฐวิสาหกิจ การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
ที่น่าสนใจและน่าจับตาอีกหนึ่งประเด็น คือ ล่าสุด ทางการลาวกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการเป็นกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (upper middle) และขยับเข้าใกล้สถานะรายได้สูงไปอีกขั้นภายในปี 2598 ในแผนยุทธศาสตร์ที่เปิดเผยในการประชุมใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 12 ของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (LPRP)
สำหรับแผนงานดังกล่าวมีชื่อว่า “Vision 2055” โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบการบริหารภาครัฐและภาคการผลิต พร้อมกับการปฎิรูประบบราชการ เพิ่มความโปร่งใส และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเร่งสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้และมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
ซึ่งปัจจุบันนี้ ธนาคารโลกจัดให้ลาวอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง (lower middle) และยังคงมีสถานะเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) โดยรัฐบาลลาวมีเป้าหมายที่จะหลุดพ้นจากสถานะ LDC ให้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งแต่เดิม ทางการลาวได้เคยวางแผนที่จะหลุดพ้นจากสถานะ LDC ให้ได้ภายในปี 2563 แต่เป้าหมายดังกล่าวก็ถูกเลื่อนออกไปเป็นปี 2567 และล่าสุดคือปัจจุบันนี้ก็ได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นระหว่างปี 2569-2572 เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมและการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นยิ่งขึ้น
สัญญาณที่ดีมาแล้ว สำหรับเศรษฐกิจของลาวในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่จับตามองในอาเซียน และในฐานะเพื่อนบ้านของไทย และยังเป็นคู่ค้าสำคัญของเรา ซึ่งหากมีการเติบโตที่สดใส ก็หมายถึงโอกาสของไทยและลาวไปพร้อมๆกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
