รีเซต

นาซาเผยร่องรอยน้ำ 3 ยุคบนดาวอังคาร ชี้เป้าหาชีวิต

นาซาเผยร่องรอยน้ำ 3 ยุคบนดาวอังคาร ชี้เป้าหาชีวิต
TNN ช่อง16
3 ตุลาคม 2569 ( 15:27 )
7

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) เปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลจากหุ่นยนต์รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) ซึ่งพบว่าพื้นที่บริเวณขอบด้านในของแอ่งเจเซโร (Jezero Crater) บนดาวอังคาร มีประวัติการสัมผัสน้ำซับซ้อนกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินจากวงโคจร 

โดยหินบริเวณดังกล่าวบันทึกหลักฐานการเปลี่ยนแปลงจากของไหลอย่างน้อย 3 ระลอก ตั้งแต่น้ำใต้ดินที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง น้ำจากทะเลสาบโบราณหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำใต้ดิน ไปจนถึงของไหลร้อนใต้พิภพในช่วงหลัง

การค้นพบมาจากพื้นที่ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า มาร์จินยูนิต (Margin Unit) ซึ่งทอดตัวอยู่ตามขอบด้านในของแอ่งเจเซโร พื้นที่นี้ได้รับความสนใจมานาน เพราะข้อมูลจากยานสำรวจในวงโคจรตรวจพบแร่คาร์บอเนตจำนวนมาก และตำแหน่งของมันอยู่ใกล้แนวชายฝั่งของทะเลสาบโบราณ นักวิทยาศาสตร์จึงเคยตั้งสมมติฐานว่าหินจำนวนมากบริเวณนี้อาจเป็นตะกอนที่สะสมอยู่ริมทะเลสาบเมื่อหลายพันล้านปีก่อน

แต่เมื่อหุ่นยนต์รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์เดินทางไปตรวจสอบถึงพื้นที่จริง สิ่งที่พบกลับซับซ้อนกว่านั้น

⬛️ จากชายฝั่งทะเลสาบ กลับพบร่องรอยหินจากแมกมา

หุ่นยนต์รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) สำรวจ Margin Unit ครอบคลุมระดับความสูงแตกต่างกันประมาณ 870 ฟุต หรือ 265 เมตร พร้อมใช้เครื่องมือซูเปอร์แคม (SuperCam) ยิงเลเซอร์และวิเคราะห์องค์ประกอบของหินมากกว่า 185 เป้าหมาย ข้อมูลจากพื้นที่สูงพบหินเนื้อหยาบ มีโครงสร้างผลึกและอุดมด้วยแร่ออลิวีน (Olivine) โดยแทบไม่พบร่องรอยการเปลี่ยนแปลงจากน้ำ

ลักษณะดังกล่าวทำให้นักวิจัยประเมินว่า หินส่วนหนึ่งของ Margin Unit มีต้นกำเนิดจากแมกมาที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวดาวอังคาร แมกมาเย็นตัวอย่างช้า ๆ จนผลึกแร่สามารถเติบโตขึ้น ก่อนที่กระบวนการกัดเซาะเป็นเวลานานจะเปิดเผยหินเหล่านี้ขึ้นมาบนพื้นผิว 

โดยการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ Margin Unit ก็พบหลักฐานสนับสนุนว่าหินอย่างน้อยบางส่วนอาจมีต้นกำเนิดเป็นหินอัคนี ไม่ใช่ตะกอนริมทะเลสาบอย่างที่เคยตีความจากข้อมูลวงโคจรเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อหุ่นยนต์รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) เคลื่อนลงมายังบริเวณระดับต่ำใกล้พื้นที่ทะเลสาบโบราณ ภาพทางธรณีวิทยากลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หินออลิวีนมีรอยแตกและผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจากน้ำ ขณะที่ช่องว่างภายในหินมีแร่ชนิดใหม่เข้าไปสะสมอยู่ กลายเป็นหลักฐานที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เรียงลำดับประวัติของน้ำในพื้นที่ได้ละเอียดขึ้น

⬛️ หลักฐานแรก น้ำใต้ดินไหลผ่านหินอัคนี

นักวิจัยแบ่งการเปลี่ยนแปลงจากของไหลออกเป็น 3 เหตุการณ์หลัก เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อของไหลใต้ดินที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูงและมีสภาพตั้งแต่เป็นกลางไปจนถึงเป็นด่าง ไหลผ่านรอยแตกภายในหินอัคนีและทำปฏิกิริยากับแร่ออลิวีน

กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดแร่คาร์บอเนตสะสมอยู่ภายในรอยแตกของหิน เมื่อวัสดุรอบข้างถูกกัดเซาะออกไปในเวลาต่อมา ส่วนที่มีคาร์บอเนตแข็งแรงกว่าจึงหลงเหลือเป็นแนวสันที่นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจพบได้ในปัจจุบัน

หลักฐานนี้มีความสำคัญเพราะแสดงว่า น้ำบนดาวอังคารไม่ได้อยู่เฉพาะบนพื้นผิวในรูปแม่น้ำหรือทะเลสาบ แต่เคยเคลื่อนตัวผ่านระบบรอยแตกใต้พื้นผิว และทำปฏิกิริยาทางเคมีกับหินในบริเวณนี้ด้วย

⬛️ ระลอกสอง ทะเลสาบเจเซโรหรือระบบน้ำใต้ดินกลับมาอีกครั้ง

เหตุการณ์ต่อมาเกิดขึ้นหลังจากคาร์บอเนตก่อตัวแล้ว นักวิทยาศาสตร์พบซิลิกาแพร่กระจายอยู่ในหินบริเวณระดับต่ำ พร้อมหลักฐานว่าคาร์บอเนตที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นถูกเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนย้ายอีกครั้ง แสดงว่ามีน้ำเข้ามาทำปฏิกิริยากับหินรอบใหม่

จุดนี้มีความแตกต่างจากการอธิบายว่าเป็นน้ำในทะเลสาบอย่างแน่นอน เพราะงานวิจัยเสนอความเป็นไปได้ไว้มากกว่าหนึ่งทาง ของไหลระลอกที่สองอาจเกี่ยวข้องกับ น้ำจากทะเลสาบเจเซโรโบราณ หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำใต้ดิน ซึ่งทำให้คาร์บอเนตเคลื่อนตัวและเกิดการตกตะกอนของซิลิกาตามช่องว่างภายในหิน

ข้อมูลนี้จึงทำให้ภาพอดีตของแอ่งเจเซโรมีความซับซ้อนขึ้น จากเดิมที่มองพื้นที่ดังกล่าวผ่านเรื่องราวของทะเลสาบเพียงอย่างเดียว กลายเป็นระบบที่น้ำบนพื้นผิวและใต้พื้นดินอาจเข้ามามีบทบาทต่อเนื่องในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

⬛️ ระลอกสุดท้าย ของไหลร้อนใต้พิภพผ่านรอยแตก

หลักฐานที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสุดแตกต่างออกไป หุ่นยนต์รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) ตรวจพบสายแร่ที่ประกอบด้วย ฟลูออไรต์ (Fluorite) และแคลเซียมซัลเฟต (Calcium Sulfate) อยู่ภายในรอยแตกที่เกิดขึ้นภายหลัง การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีชี้ไปที่ของไหลร้อนใต้พิภพ หรือ Hydrothermal Fluids ที่เคยไหลผ่านหินหลังจากเหตุการณ์น้ำในช่วงก่อนหน้า

การพบระบบ Hydrothermal บนดาวอังคารมีความน่าสนใจต่อการศึกษาสภาพแวดล้อมที่อาจเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต เพราะบนโลก พื้นที่ซึ่งน้ำทำปฏิกิริยากับหินและได้รับพลังงานจากความร้อนสามารถสร้างสภาพแวดล้อมทางเคมีที่จุลินทรีย์บางชนิดใช้ดำรงชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม การพบหลักฐานของระบบน้ำร้อนใต้พิภพ ไม่ได้หมายความว่าพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร แต่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ระบุพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการค้นหาร่องรอยของสภาพแวดล้อมที่อาจเคยเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตในอดีต

⬛️ Carbonate และ Silica สำคัญต่อการค้นหาชีวิตอย่างไร

งานวิจัยนำโดย แคนดิซ เบดฟอร์ด (Candice C. Bedford) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue University) และเผยแพร่ในวารสาร คอมมิวนิเคชันส์ เอิร์ธ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนต์ (Communications Earth & Environment) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 โดย Bedford อธิบายว่า Margin Unit กลายเป็นเสมือนจุดตัดของระบบน้ำหลายประเภท ไม่ใช่เพียงชายฝั่งของทะเลสาบโบราณตามสมมติฐานเดิม

เหตุผลที่นักชีวดาราศาสตร์สนใจพื้นที่นี้เป็นพิเศษคือ คาร์บอเนตและซิลิกา เป็นแร่ที่สามารถช่วยเก็บรักษาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในอดีต และในบางสภาพแวดล้อมบนโลกสามารถรักษาร่องรอยทางชีวภาพไว้ได้ดี นอกจากนี้ ปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับหินที่มีออลิวีนยังสามารถสร้างไฮโดรเจน ซึ่งบนโลกจุลินทรีย์บางประเภทสามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานได้

ดังนั้นสิ่งที่หุ่นยนต์รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) พบไม่ได้เป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่บริเวณแอ่งเจเซโร แต่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เดียวกันเคยผ่านสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำหลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ Margin Unit มีความสำคัญต่อการศึกษาความสามารถในการอยู่อาศัยได้ของดาวอังคารในอดีต

⬛️ แอ่งเจเซโร (Jezero Crater) ไม่ได้มีประวัติแค่ทะเลสาบ

ภาพของแอ่งเจเซโรที่นักวิทยาศาสตร์กำลังประกอบขึ้นจึงมีรายละเอียดมากกว่าทะเลสาบโบราณที่แห้งหายไป ดาวอังคารบริเวณนี้เริ่มจากกิจกรรมทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับแมกมา ก่อนผ่านการหมุนเวียนของน้ำใต้ดิน การสัมผัสน้ำจากทะเลสาบหรือระบบน้ำใต้ดินอีกระลอก และตามมาด้วยของไหลร้อนใต้พิภพในช่วงหลัง

ที่สำคัญคือเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ทิ้งร่องรอยทางแร่และเคมีคนละแบบไว้ในหิน ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้หุ่นยนต์รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) อ่านลำดับเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อนได้

การค้นพบครั้งนี้จึงไม่ได้ตอบคำถามว่าดาวอังคารเคยมีชีวิตหรือไม่ แต่ช่วยจำกัดพื้นที่และช่วงสภาพแวดล้อมที่ควรค้นหาคำตอบได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหินที่มี Carbonate และ Silica ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญสำหรับการศึกษาร่องรอยทางชีวภาพของดาวอังคารในอนาคต 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง