ปริญญาตรีล้นตลาด? โจทย์ใหญ่ตลาดแรงงานไทย บัณฑิตกว่า 2.5 หมื่นคนยังไร้งาน

จากใบปริญญาสู่คำถามใหญ่ “ตลาดต้องการอะไร”
ในอดีต ปริญญาตรีเคยถูกมองว่าเป็นบันไดสำคัญสู่การมีงานทำและรายได้ที่มั่นคง แต่ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน หลายองค์กรไม่ได้มองเพียงวุฒิการศึกษาอีกต่อไป หากแต่ให้ความสำคัญกับทักษะเฉพาะทาง ประสบการณ์จริง และความสามารถในการปรับตัว
บัณฑิตบางส่วนจึงต้องเผชิญกับสถานการณ์ “เรียนจบแต่ยังไม่ตรงกับความต้องการของตลาด” ขณะที่บางคนจำเป็นต้องยอมรับงานที่ไม่ตรงกับสายการเรียน หรือเริ่มต้นจากงานที่มีรายได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง
เมื่อใบปริญญาตรีไม่ใช่ ‘ตั๋วทอง’ สู่การทำงานอีกต่อไป
ภาพของหอประชุมใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยบัณฑิตใหม่ในชุดครุย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และเสียงชัตเตอร์ที่ดังไม่ขาดสาย เป็นภาพความสำเร็จที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น แต่เบื้องหลังรอยยิ้มเหล่านั้น ในโลกแห่งความเป็นจริงปัจจุบัน มีบัณฑิตจบใหม่ระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คน ที่กำลังเผชิญกับภาวะ "เตะฝุ่น" และยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้
ตัวเลขทะลุสองหมื่นห้านี้ไม่ใช่แค่สถิติบนหน้ากระดาษ แต่คือสัญญาณเตือนภัยขั้นรุนแรงที่บ่งบอกว่า ตลาดแรงงานและระบบการศึกษาไทยกำลังเดินสวนทางกัน
บัณฑิตปริญญาตรีกว่า 2.5 หมื่นคนยังหางานไม่ได้
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการจ้างงานของบัณฑิตจบใหม่และการพัฒนากำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ
มีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 311,983 อัตรา
หลังข้อมูลจากแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ของกระทรวงแรงงาน พบว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 311,983 อัตรา แต่ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คน อยู่ระหว่างการหางาน สะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของแรงงานกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch)
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานภาวะสังคมไทย ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า ผู้ว่างงานส่วนใหญ่ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเป็นผู้มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา และผู้ว่างงานระยะยาวจำนวนมากเป็นคนอายุ 20-29 ปี ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข
“กระทรวงแรงงานจึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการชั้นนำ 35 บริษัท เพื่อขับเคลื่อนแนวทาง ‘รัฐ-เอกชนร่วมสร้างแรงงานทักษะสูง’ โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นตัวตั้งในการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskilling และ Reskilling) เพื่อให้ผู้หางาน โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ มีโอกาสได้งานที่ตรงกับศักยภาพและสามารถเติบโตในสายอาชีพได้” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
นอกจากการพัฒนาทักษะแรงงานแล้ว กระทรวงแรงงานยังเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งงานและความต้องการทักษะของภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และช่วยให้การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมของภาครัฐตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการจ้างงานในอนาคต
“รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ปัญหาการว่างงานต้องเริ่มจากการทำให้คนกับงาน ‘ตรงกัน’ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่ต้องยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานที่มั่นคง รายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการสมัครงาน และนายจ้างที่ต้องการประกาศรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่จำนวนคน แต่คือโครงสร้างตลาดแรงงาน
ปัญหาการว่างงานของบัณฑิตไม่ได้เกิดจากจำนวนผู้จบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ความต้องการแรงงานที่เปลี่ยนไป และระบบการศึกษาที่ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกการทำงาน
บางสาขามีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษามากกว่าความต้องการของตลาด ขณะที่บางอุตสาหกรรมกลับขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ
ทางออกของบัณฑิตยุคใหม่
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น บัณฑิตจำนวนมากเริ่มเพิ่มโอกาสให้ตัวเองด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยี ภาษา การวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสาร และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง
ขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาก็ต้องปรับบทบาทจากการผลิตผู้สำเร็จการศึกษาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างคนที่พร้อมทำงานและสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
ปริญญายังสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบเดียว
จำนวนบัณฑิตที่ยังหางานไม่ได้กว่า 2.5 หมื่นคน เป็นภาพสะท้อนถึงโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยว่า การสร้างโอกาสทางอาชีพในอนาคตไม่ควรฝากความหวังไว้กับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ คนที่มีโอกาสมากกว่า อาจไม่ใช่เพียงคนที่เรียนจบสูงที่สุด แต่คือคนที่สามารถปรับตัว เรียนรู้ และเปลี่ยนทักษะของตัวเองให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปได้เสมอ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
