รีเซต

BGRIM จัดหาก๊าซมาเลย์ พร้อมลุยไอพีพี 2,000 เมก

BGRIM จัดหาก๊าซมาเลย์ พร้อมลุยไอพีพี 2,000 เมก
ทันหุ้น
18 มีนาคม 2569 ( 03:00 )
9

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ถือหุ้นทั้งหมด ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ชื่อบริษัท B.Grimm LNG Sdn. Bhd. ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 1 ริงกิตมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 1 หุ้น หุ้นละ 1 ริงกิตมาเลเซีย วัตถุประสงค์ เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

นายนพเดช  กรรณสูต  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การขยายบริษัทบริหารจัดการแหล่งจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติในประเทศมาเลเซียครั้งนี้  วัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการเติบโตของโรงไฟฟ้าในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ที่ตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้งไว้ที่ราว 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง / หลากหลายประเทศ เพื่อไม่ให้จำกัดอยู่แค่เพียงแหล่งในตะวันออกกลางเท่านั้น อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มมธุรกิจ LNG เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวครอบคลุมทั้งภูมิภาคเอเชีย

@เข้าสู่การเติบโตใหม่

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด  (มหาชน) ระบุ ผลการดำเนินงานของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เริ่มเข้าสู่รอบฟื้นตัวในปี 2569 หนุนจากการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่ม Hyperscaler ในพื้นที่ EEC เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้คาดว่ากำไรหลักของบริษัทจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยต่อปีระดับ “สองหลัก” ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ในช่วงปี 2569–2570 การเติบโตของกำไร BGRIM จะได้รับแรงหนุนหลักจากโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 กำลังผลิต 365 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถจำหน่ายไฟฟ้าผ่านตลาด Korea Power Exchange (KPX) ได้ก่อนวัน COD เต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 2569

นอกจากนี้ ปี 2569 บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2568 อาทิ โครงการโซลาร์อู่ตะเภา เฟส 1 ขนาด 18 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์ ARECO ขนาด 65 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการที่ COD ในปี 2569 เช่น โครงการลม Houng Hoa 1 ขนาด 48 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคเอกชนรวมราว 145 เมกะวัตต์ จะเริ่มรับรู้รายได้บางส่วน รวมถึงการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสหรัฐฯ กำลังผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ หลังเข้าถือหุ้น 25% ในไตรมาส 1/2569 เบื้องต้นคาดการณ์ว่ากำไรหลักจะอยู่ที่ประมาณ 479 ล้านบาท ลดลง 36% YoY จากฐานสูงที่มีรายได้พิเศษในปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 32% QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสงครามอิหร่านและความผันผวนของราคาก๊าซ มีแนวโน้มกดดัน Sentiment หุ้นกลุ่ม SPP ในระยะสั้นแม้จะประเมิจว่าผลกระทบไม่น่ารุนแรงเท่าปี 2565 ซึ่งเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง