BGRIM จัดหาก๊าซมาเลย์ พร้อมลุยไอพีพี 2,000 เมก

#BGRIM #ทันหุ้น – BGRIM เฉลยปมตั้งบริษัทย่อยจัดหาและค้าส่งก๊าซ LNG ในมาเลเซีย รองรับแผนขยายโรงไฟฟ้าในมาเลเซีย โดยเฉพาะโครงการ IPP ขนาด 1,500–2,000 เมกะวัตต์ ช่วยกระจายแหล่งก๊าซนอกตะวันออกกลาง หนุนขยายธุรกิจ LNG ครอบคลุ่มภูมิภาคเอเชีย กูรูฟันธงเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่ แม้ระยะสั้นโดนราคาก๊าซกดดัน แนะซื้อเป้า 20 บาท
บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ถือหุ้นทั้งหมด ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ชื่อบริษัท B.Grimm LNG Sdn. Bhd. ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 1 ริงกิตมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 1 หุ้น หุ้นละ 1 ริงกิตมาเลเซีย วัตถุประสงค์ เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การขยายบริษัทบริหารจัดการแหล่งจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติในประเทศมาเลเซียครั้งนี้ วัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการเติบโตของโรงไฟฟ้าในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ที่ตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้งไว้ที่ราว 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง / หลากหลายประเทศ เพื่อไม่ให้จำกัดอยู่แค่เพียงแหล่งในตะวันออกกลางเท่านั้น อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มมธุรกิจ LNG เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวครอบคลุมทั้งภูมิภาคเอเชีย
“แผนการจัดหาแหล่งก๊าซจะหลากหลาย นอกเหนือจากแถบตะวันออกกลางเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิการจัดหาจากประเทศออสเตรเลีย รวมถึงภายในประเทศมาเลเซียเอง เพื่อรองรับธุรกิจ LNG ให้เติบโตในระยะยาวในภูมิภาคต่างๆ ทั้งเอเชียและระดับสากล”
@เข้าสู่การเติบโตใหม่
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุ ผลการดำเนินงานของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เริ่มเข้าสู่รอบฟื้นตัวในปี 2569 หนุนจากการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่ม Hyperscaler ในพื้นที่ EEC เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้คาดว่ากำไรหลักของบริษัทจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยต่อปีระดับ “สองหลัก” ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ในช่วงปี 2569–2570 การเติบโตของกำไร BGRIM จะได้รับแรงหนุนหลักจากโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 กำลังผลิต 365 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถจำหน่ายไฟฟ้าผ่านตลาด Korea Power Exchange (KPX) ได้ก่อนวัน COD เต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 2569
นอกจากนี้ ปี 2569 บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2568 อาทิ โครงการโซลาร์อู่ตะเภา เฟส 1 ขนาด 18 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์ ARECO ขนาด 65 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการที่ COD ในปี 2569 เช่น โครงการลม Houng Hoa 1 ขนาด 48 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคเอกชนรวมราว 145 เมกะวัตต์ จะเริ่มรับรู้รายได้บางส่วน รวมถึงการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสหรัฐฯ กำลังผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ หลังเข้าถือหุ้น 25% ในไตรมาส 1/2569 เบื้องต้นคาดการณ์ว่ากำไรหลักจะอยู่ที่ประมาณ 479 ล้านบาท ลดลง 36% YoY จากฐานสูงที่มีรายได้พิเศษในปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 32% QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสงครามอิหร่านและความผันผวนของราคาก๊าซ มีแนวโน้มกดดัน Sentiment หุ้นกลุ่ม SPP ในระยะสั้นแม้จะประเมิจว่าผลกระทบไม่น่ารุนแรงเท่าปี 2565 ซึ่งเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
