BWG ฟื้นชัดปันผลรอบ 6 ปี เชื้อเพลิงแทนถ่านหินฮอต

#BWG #ทันหุ้น – BWG รับเชื้อเพลิงขยะอุตสาหกรรม SRF มาแรง หลังราคาถ่านหินขึ้น เป็นทางเลือกคุ้มระดับต้น จ่อขยายกำลังผลิตเพิ่มใน 6 เดือนเผยดีมานด์กำจัดขยะยังเพิ่มต่อเนื่อง มีโอกาสเข้าบริหารน้ำในดาต้าเซ็นเตอร์ มองผลงานปี 2569 ความสามารถทำกำไรสูงหลังหนี้สินลดลง เงินสดพรึ่บ รอยื่นลุยโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมอีก 100 เมกะวัตต์ ล่าสุดประกาศปันผลครั้งแรกรอบ 6 ปี
นางสาวณัฐพรรณ เหลืองวิริยะ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจและสื่อสารองค์กร บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า ปี 2569 ธุรกิจหลักของบริษัทคือ บริการบริหารและจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วภาคอุตสาหกรรม ยังมีแนวโน้มการเติบโตตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะที่ความใส่ใจการกำจัดของเสียอย่างถูกต้องเป็นระบบมีมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมหนัก บริษัทยังมองหาโอกาสในการจัดการทรัพยากรให้กับกลุ่ม Data Center เช่น การบริหารจัดการน้ำให้หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่
ทั้งนี้บริษัทได้เพิ่มศักยภาพการทำกำไรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ให้กับขยะก่อนนำลงหลุมฝังกลบ ส่งผลให้มีมาร์จิ้นที่ดี ขณะเดียวกันจากการขยายหลุมฝังกลบ ทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ต่ำลง ปัจจุบันมีค่าจัดการขยะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนการจัดการอยู่ที่เพียง 300-400 บาทต่อตันเท่านั้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายสาขาในรูปแบบ "Circular Hub" เพื่อรวบรวมขยะในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดค่าขนส่งให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
@ SRF ขาขึ้น-เคลียร์หนี้สบายตัว
ทั้งนี้ BWG ไม่ได้มีรายได้เพียงแค่รับขยะมาฝังกลบ แต่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยเฉพาะการดำเนินการธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงขยะ (SRF) มียอดคำสั่งซื้อเติบโตอย่างก้าวกระโดดตามทิศทางราคาถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ SRF กลายเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่ราคาถูกมากกว่าถ่านครึ่งหนึ่ง และเป็นที่ต้องการของโรงปูนและโรงเหล็ก โดยยอมรับว่าราคา SRF ก็มีแนวโน้มขึ้นตามราคาถ่านหินเช่นเดียวกัน บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นภายใน 6 เดือนข้างหน้า
“หากไม่นับพลังงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันถือเป็น SRF เชื้อเพลิงที่ราคาถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับค่าความร้อน ทำให้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และยังตอบโจทย์ประโยชน์ทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้บริษัทใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 80-90% และมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมเพื่อรองรับปริมาณขยะที่มากกว่า 1,500 ตัน โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการขยายประมาณ 6 เดือน”
นอกจากนี้จุดเปลี่ยนที่สำคัญของบริษัทคือการลดภาระหนี้สิน โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้นำเงินจากการขายโครงการโรงไฟฟ้าที่ยังไม่มีรายได้ มาเคลียร์หนี้ทั้งเงินกู้ธนาคารและหุ้นกู้ ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญราว 50% ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจในปีนี้มีความสบายตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายใน โดยปีนี้กำไรปกติมีโอกาสที่ดีขึ้นได้ สะท้อนจากผลประกอบการ 2 เดือนแรกของปี 2569 ที่กำไรปกติดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจุบันบริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินอย่างมาก อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ต่ำมากเพียง 0.30 เท่า โดยมีกำไรเติบโตขึ้นประมาณเท่าตัวและมีกระแสเงินสด ในมือจำนวนมาก ทำให้ในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน สินทรัพย์โลกที่ราคาไม่แพง เพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคต
@ รุกตลาดใหม่รับเทรนด์โลก
ในระยะยาว BWG ยังมองโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ เช่น การรีไซเคิลซากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และการบริหารจัดการน้ำหมุนเวียนสำหรับกลุ่ม Data Center, รวมถึงจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) ที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการหันมาใช้บริการจัดการขยะและเชื้อเพลิงสะอาดมากขึ้น ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการของกลุ่ม BWG เติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมยื่นประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเติมหากมีการประกาศเปิดประมูลออกมาในอนาคต ตามโควต้าโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมอีก 100 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมและตั้งเป้าหมายจะเข้าประมูลทั้งหมด โดยมีจุดเด่นคือการมีปริมาณขยะในมือจำนวนมาก
@ กลับมาปันผล
ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.0075 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 47.86 ล้านบาท ถือเป็นการกลับมาจ่ายปันผลในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 สะท้อนความสำเร็จจากการปรับโครงสร้างธุรกิจมุ่งสู่ยุคแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน
และตลอดหลายปีที่ผ่านมา BWG ได้มุ่งลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิง SRF และปรับโครงสร้างทางการเงินควบคู่กับการบริหารหนี้อย่างมีวินัย ส่งผลให้โครงสร้างเงินทุนมีความสมดุลมากขึ้น และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยระดับกระแสเงินสดอิสระเพียงพอและมีเสถียรภาพ บริษัทจึงอยู่ในสถานะที่สามารถพิจารณาคืนผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 15 พฤษภาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) 18 พฤษภาคม 2569 และเตรียมโอนเงินปันผลเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569
สอดคล้องกับ ทิศทางของบริษัทในกลุ่ม โดย บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ก็ประกาศแผนจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกันอัตรา 0.048 บาทต่อหุ้น และบริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) หรือ AKP ก็มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.046 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 0.009 บาทต่อหุ้นจากปีก่อนหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
