รีเซต

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นเร่งเกม “แร่หายาก” ลดพึ่งจีน

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นเร่งเกม “แร่หายาก” ลดพึ่งจีน
TNN ช่อง16
5 กุมภาพันธ์ 2569 ( 11:26 )
8

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งประกาศตั้งคลังสำรองแร่สำคัญและแร่หายาก (rare earth) โดยใช้ชื่อว่า “โครงการวอลต์” (Project Vault) ซึ่งเป็นการระดมทุนจากภาคเอกชนราว 2 พันล้านดอลลาร์ และภาครัฐอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ผ่านการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (Export-Import Bank) สำหรับจัดหาแร่หายากต่าง ๆ ไว้รองรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดหาแร่หายากไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉินได้เป็นเวลานาน 60 วัน คล้าย ๆ กับที่สหรัฐฯ มีคลังน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 


การตั้งคลังสำรองแร่หายากสะท้อนเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่จะลดการพึ่งพาและลดทอนอำนาจต่อรองของจีน ซึ่งผูกขาดตลาดแร่หายากทั้งในด้านการผลิตและแปรรูป ขณะที่สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากต่างประเทศอย่างมาก ข้อมูลของทำเนียบขาวระบุว่า ในปี 2567 สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าทั้งหมดสำหรับแร่สำคัญ 12 ชนิด และนำเข้าในสัดส่วนร้อยละ 50 หรือสูงกว่านั้นสำหรับแร่ต่าง ๆ รวม 29 ชนิด เนื่องจากแร่เหล่านี้มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ของสหรัฐฯ ทั้งแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ตโฟน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์


คลังสำรองแร่หายาก Project Vault จะจัดหาแร่ต่าง ๆ ภายใต้นิยาม “แร่สำคัญ” ของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (USGS) ซึ่งมีอยู่กว่า 50 ชนิด อาทิ แร่หายาก 17 ชนิด นอกจากนี้ยังมีลิเธียม ยูเรเนียม และทองแดง ที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน แร่เหล่านี้มีความสำคัญในฐานะรากฐานของอุตสาหกรรมหลัก ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจอเมริกันสมัยใหม่


ความพยายามเสริมแกร่งเรื่องแร่หายากของสหรัฐฯ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น อย่างในปีที่แล้ว รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ได้เข้าถือหุ้นในบริษัทเหมืองแร่ 7 แห่ง อาทิ การใช้งบ 1.6 พันล้านดอลลาร์ ภายใต้กฎหมายชิป (CHIPS Act) สมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 10 ใน USA Rare Earth ซึ่งมีแผนจะสร้างโรงงานผลิตแร่หายากและแม่เหล็กในสหรัฐฯ คาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2571 นอกจากนี้ รัฐบาลยังซื้อหุ้นร้อยละ 10 มูลค่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ ในบริษัท “โคเรีย ซิงก์” (Korea Zinc) รวมถึงลงทุนราว 35.6 ล้านดอลลาร์ เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 10 ในบริษัท “ไทรโลจี เมทัลส์” (Trilogy Metals) ของแคนาดา เพื่อสนับสนุนโครงการเหมืองแร่ในรัฐอะแลสกา ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ให้ความสำคัญกับประเด็นแร่หายากในการเจรจากับประเทศต่าง ๆ รวมถึงยูเครนและออสเตรเลีย รวมถึงความต้องการผนวก “กรีนแลนด์” ซึ่งเป็นแหล่งแร่สำคัญของโลก คาดว่ามีปริมาณสำรองแร่หายากมากเป็นอันดับ 8

แร่หายากกลายเป็นศูนย์กลางของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็น 2 เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในโลก เพราะเมื่อสหรัฐฯ เดินเกม “กำแพงภาษี” รัฐบาลจีนก็งัดไพ่ตาย “แร่หายาก” ออกมาใช้ตอบโต้ โดยมีมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากหลายชนิด รวมถึงแม่เหล็กที่ใช้ในการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท แม้จะมีการระงับข้อจำกัดบางส่วนจากการเจรจาการค้าระหว่างกัน 


ข้อมูลจาก “รอยเตอร์ส” ระบุว่า ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว จีนส่งออกแม่เหล็กแร่หายากไปยังสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 564 ตัน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติด ในขณะที่ตลอดทั้งปี 2568 การส่งออกแม่เหล็กจากจีนไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 5,933 ตัน ลดลงราวร้อยละ 20.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า น่าสังเกตว่า การส่งออกแม่เหล็กแสดงการฟื้นตัวหลังจากจีนตกลงระงับมาตรการควบคุมการส่งออกบางส่วน หลังจากการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนตุลาคม


สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤตแร่หายากอย่างชัดเจน เพราะพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากประมาณร้อยละ 80 ของทั้งหมด และเกือบร้อยละ 70 เป็นการนำเข้าจากจีนโดยตรง ส่วนที่เหลือเป็นแร่หายากที่แปรรูปในโรงงานที่เชื่อมโยงกับจีนในมาเลเซีย เอสโตเนีย และญี่ปุ่น การพึ่งพาเช่นนี้ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงด้านราคาหรือมาตรการจำกัดการส่งออกของจีน


แม้จะเรียกกันว่า “แร่หายาก” แต่ความจริงแล้วแร่เหล่านี้สามารถพบได้แพร่หลายมากกว่าทองคำ และกระจายอยู่ในหลายประเทศ แต่การสกัดและแปรรูปทำได้ยาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายสูง และก่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมมาก ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพบแร่หายากในปริมาณมากพอจะสร้างเหมืองให้คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงทำให้จีนมีความได้เปรียบเหนือประเทศอื่น เพราะมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ


ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ในปี 2566 จีนผลิตแร่หายากคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61 ของทั้งโลก และแปรรูปในสัดส่วนร้อยละ 92 ของทั้งโลก ส่วนข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (USGS) เผยว่า ในปี 2567 จีนผลิตแร่หายากได้ราว 270,000 ตัน เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ 45,000 ตัน หรือมากกว่ากันประมาณ 6 เท่า 


นั่นหมายความว่า ปัจจุบันจีนครอบงำห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลกเกือบทั้งหมด และมีอำนาจในการตัดสินใจว่าบริษัทใดบ้างที่ได้รับแร่หายากจากจีน และบริษัทใดบ้างที่ไม่ได้รับสิทธิ์นั้น


อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ยังคงเผชิญมาตรการควบคุมแร่หายากของจีนต่อไปในระยะยาว สหรัฐฯ ก็อาจเริ่มกระจายห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและแปรรูปแร่หายากในประเทศ ถึงแม้จะต้องใช้การลงทุนมหาศาลและต่อเนื่อง รวมถึงต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและทำให้ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกานพึ่งพาจีนเหมือนที่ผ่านมา

แต่ความได้เปรียบเรื่องแร่หายากของจีนยังรวมถึงการมีปริมาณสำรองแร่หายากมากที่สุดในโลกด้วย จากการประเมินของ USGS ระบุว่า จีนมีปริมาณสำรองแร่หายากมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณออกไซด์ของแร่หายากเทียบเท่า (rare earth oxide-REO) อยู่ที่ 44 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจากปริมาณสำรองที่ค้นพบแล้วทั่วโลกประมาณ 90 ล้านตัน เมื่อปี 2567


ส่วนประเทศที่มีปริมาณสำรองแร่หายากรองลงมาในอันดับ 2 ได้แก่ บราซิล คาดว่าอยู่ที่ราว 21 ล้านตัน ตามด้วยอินเดีย 6.9 ล้านตัน, ออสเตรเลีย 5.7 ล้านตัน, รัสเซีย 3.8 ล้านตัน, เวียดนาม 3.5 ล้านตัน, สหรัฐฯ 1.9 ล้านตัน, กรีนแลนด์ 1.5 ล้านตัน, แทนซาเนีย 890,000 ตัน, แอฟริกาใต้ 860,000 ตัน และแคนาดา 830,000 ตัน


สหรัฐฯ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่พยายามหาหนทางลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน “ญี่ปุ่น” เป็นอีกประเทศที่เดินเกมเสริมแกร่งแร่หายากในแบบของตัวเอง ล่าสุด ญี่ปุ่นประกาศความสำเร็จในการใช้เรือสำรวจ “ชิคิว” ขุดและเก็บตัวอย่างตะกอนแร่หายากจากความลึกราว 6,000 เมตรใต้ทะเล บริเวณเกาะมินามิ โทริชิมะ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งคาดกันว่าน่านน้ำรอบเกาะแห่งนี้เป็นแหล่งแร่สำคัญมากมายกว่า 16 ล้านตัน หากเป็นจริงก็จะถือเป็นแหล่งสำรองแร่หายากขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก


นับเป็นครั้งแรกของโลกที่สามารถขุดแร่หายากใต้ทะเลที่ระดับความลึกดังกล่าว “เคอิ ซาโตะ” โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเลแห่งญี่ปุ่น (JAMSTEC) กำลังวิเคราะห์รายละเอียดเพิ่มเติมของตัวอย่างที่เก็บขึ้นมา ซึ่งรวมถึงปริมาณธาตุหายากที่อยู่ในตะกอน โดยนี่ถือเป็นความสำเร็จที่มีความหมายทั้งในแง่ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางทะเล 


ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อญี่ปุ่น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ สร้างความไม่พอใจให้กับจีนด้วยการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการตอบโต้ทางทหาร หากจีนบุกโจมตีไต้หวัน ซึ่งทำให้จีนประกาศมาตรการต่าง ๆ ทั้งเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น ระงับการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นบางรายการ ระงับการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีน และเพิ่มมาตรการคุมเข้มการส่งออกแร่หายากบางชนิดไปยังญี่ปุ่น 


หนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน ระบุว่า ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากจากจีนประมาณร้อยละ 70 และมีความกังวลเมื่อจีนดำเนินมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรจีน ระบุว่า การส่งออกแม่เหล็กแร่หายากจากจีนไปยังญี่ปุ่นมีจำนวน 280 ตันในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เทียบกับระดับสูงสุดในปี 2568 ที่อยู่ที่ 305 ตัน และแม้จะสูงกว่าเมื่อปี 2567 ก็น่าจะเป็นเพราะผู้ซื้อเร่งกักตุนแร่หายากก่อนที่ทางการจีนจะออกมาตรการตอบโต้หลังเกิดความขัดแย้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง