ซาอุฯ ยอมหรือไม่ ? ร่วมข้อตกลงอับราฮัม แลกดีลนิวเคลียร์สหรัฐฯ

ทำความรู้จักข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดกับซาอุดีอาระเบียว่า จะไม่เดินหน้าข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนกับซาอุดีอาระเบีย เว้นแต่ซาอุดีอาระเบียจะตกลงทำให้ความสัมพันธ์กับอิสราเอลเป็นปกติภายใต้ “ข้อตกลงอับราฮัม”แต่ซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลงอับราฮัม เนื่องจากต้องการเห็นเส้นทางที่ชัดเจนและไม่สามารถย้อนกลับได้ไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ก่อนที่จะยอมรับอิสราเอล
ทรัมป์ พยายามผลักดันข้อตกลงนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบียมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็เคยผลักดันข้อตกลงดังกล่าวเช่นกันและต้องการเชื่อมโยงข้อตกลงนี้เข้ากับข้อตกลงอับราฮัม ซึ่งจะนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิสราเอล
ข้อตกลงอับราฮัม คืออะไร ?
อธิบายอย่างง่ายมันคือ ข้อตกลงทางการทูตที่นำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับหลายประเทศโดยมีเป้าหมายเพื่อจะพยายาม “โดดเดี่ยวอิหร่าน” ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยโพสต์ข้อความว่า ความร่วมมือในตะวันออกกลางจะยิ่งพัฒนาและแข็งแกร่งขึ้นหากบรรดาประเทศอาหรับเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว ทรัมป์ได้เรียกร้องให้ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และปากีสถาน “เตรียมพร้อม เต็มใจ และสามารถ” เข้าร่วมข้อตกลงนี้
ข้อตกลงแรกภายใต้ชื่อ ข้อตกลงอับราฮัม ลงนามในปี 2020 ที่สนามหญ้าด้านหน้าทำเนียบขาว โดยเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับ 2 ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ บาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนที่จะมีข้อตกลงลักษณะเดียวกันกับ โมร็อกโก ตามมาในเวลาต่อมา ซึ่งก่อนหน้านั้น มีเพียงประเทศอาหรับ 2 ประเทศ คือ อียิปต์และจอร์แดน ที่รับรองอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ขณะที่ประเทศอาหรับส่วนใหญ่ให้คำมั่นว่าจะไม่รับรองอิสราเอล จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์
แล้วทำไมอาหรับต้องมีความสัมพันธ์แบบ “ปกติ” กับอิสราเอล ?
นั่นเป็นเพราะว่าการไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตทำให้พลเมืองอิสราเอลไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศอาหรับเหล่านั้นได้รวมถึงในททางกลับกันพลเมืองจากประเทศอาหรับเหล่านั้นก็ไม่สามารถเดินทางไปอิสราเอลได้ นอกจากนี้การไม่มีความสัมพันธ์กับอิสราเอลยังทำให้ความร่วมมือด้านการค้าและความมั่นคงต้องดำเนินการอย่างไม่เปิดเผย แม้แต่การโทรศัพท์โดยตรงไปยังอิสราเอลก็ยังถูกปิดกั้นในหลายประเทศอาหรับ รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสำหรับทรัมป์การที่เขาผลักดันให้ชาติอาหรับทำข้อตกลงอับราฮัมสำเร็จ เขาได้ถือว่านี่คือความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศครั้งสำคัญที่สุดในวาระแรกของเขาและข้อตกลงดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองในสหรัฐฯ
ข้อตกลงอับราฮัมจะส่งผลอย่างไร ?
ข้อตกลงอับราฮัมเปิดโอกาสให้เกิดการขยายตัวของ การค้า ความร่วมมือด้านความมั่นคง และการท่องเที่ยว ระหว่างประเทศที่เข้าร่วม นักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวอิสราเอลสามารถหลั่งไหลเข้าสู่ “นครดูไบ” เมืองร่ำรวยที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่บริษัทด้านเทคโนโลยีและพลังงานได้ลงนามในข้อตกลงใหม่ ๆ ระหว่างกัน โดยในปี 2024 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสูงกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ และมีเที่ยวบินประจำเชื่อมระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล
เช่นเดียวกับใน “โมร็อกโก” ก็มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางไปเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเพื่อสร้างแรงจูงใจให้โมร็อกโกเข้าร่วมข้อตกลง สหรัฐฯ ได้ตกลงรับรองดินแดน “ซาฮาร่าตะวันตก” ที่มีข้อพิพาทว่าเป็นดินแดนอธิปไตยของโมร็อกโก ส่วนใน “บาห์เรน” ผลกระทบมีค่อนข้างจำกัดและการประท้วงต่อต้านข้อตกลงดังกล่าวกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในประเทศนี้
แต่ทรัมป์อาจจะลืมไปว่าข้อตกลงนี้…
“ไม่ได้ช่วยแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์”
นี่คือข้อตกลงสันติภาพหรือไม่ ?
ตลอดเกือบ 6 ปีนับตั้งแต่มีการลงนามข้อตกลงอับราฮัม ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มักเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ข้อตกลงสันติภาพ” เมื่อมีการประกาศข้อตกลง เนทันยาฮูกล่าวจากระเบียงทำเนียบขาวว่า “พรแห่งสันติภาพที่เราสร้างขึ้นในวันนี้จะยิ่งใหญ่”เขายังกล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้ว ข้อตกลงนี้อาจยุติความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิสราเอลได้อย่างถาวร
แต่นักวิชาการด้านตะวันออกกกลางมองว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคำเรียกดังกล่าวเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำเชิงการเมือง แต่ในความเป็นจริงไม่เคยมีสงครามระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือบาห์เรน ส่วนโมร็อกโกเองก็แทบไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ยกเว้นการส่งกำลังทหารจำนวนเล็กน้อยเข้าร่วมสงครามในปี 1973 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีก่อน
ดังนั้นแล้วในทางปฏิบัติ ข้อตกลงนี้จึงเป็นการ “ก้าวข้าม” ความขัดแย้งหลักระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และประกาศสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศที่ไม่ได้ทำสงครามกันอยู่แล้ว
ในอนาคตจะมีประเทศอื่นเข้าร่วมอีกหรือไม่ ?
เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลแสดงความต้องการและความคาดหวังมาโดยตลอดว่าอยากให้ประเทศอื่นเข้าร่วมข้อตกลงแต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมายังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้มากนัก โดยประเทศที่ผู้สนับสนุนต้องการให้เข้าร่วมข้อตกลงนี้มากที่สุดคือ “ซาอุดีอาระเบีย” ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ความพยายามหลายปีในการโน้มน้าวให้ซาอุดีอาระเบียรับรองอิสราเอลยังไม่ประสบความสำเร็จ
ย้อนไปสมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยพยายามบรรลุข้อตกลงที่มีเงื่อนไขให้สหรัฐฯ มอบผลประโยชน์สำคัญหลายอย่างแก่ซาอุดีอาระเบีย แต่การทำสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซาที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างหนักต่อพลเรือนชาวปาเลสไตน์ ทำให้การโน้มน้าวประเทศอาหรับให้เข้าร่วมข้อตกลงกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาก
และเจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบียยืนยันมาตลอดว่า ประเทศของตนไม่สามารถรับรองอิสราเอลได้ หากยังไม่มีการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ขึ้นแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลคัดค้านอย่างหนักแน่น
เพราะฉะนั้นแล้วในตอนนี้ที่ ซาอุดีอาระเบียได้เข้าใกล้ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ที่อาจเปิดทางให้ในที่สุดซาอุดีอาระเบียอาจสามารถเสริมสมรรถณะยูเรเนียมได้ แต่จู่ๆ ทรัมป์ก็ยกข้อตกลงอับราฮัมขึ้นมากดดันว่าหากซาอุดีอาระเบียไม่เข้าร่วมข้อตกลงนี้ เขาก็จะไม่ทำข้อตกลงนิวเคลียร์ใดๆ กับซาอุดีอาระเบีย ต้องจับตากันต่อว่าสุดท้าย ซาอุดีอาระเบียจะเลือกยึดในคำมั่นเดิม หรือ ยอมเปลี่ยนเพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ โดยที่ทรัมป์ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ถึงเวลาแล้วที่ซาอุดีอาระเบียจะสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
