ระเบิดเวลาการเงินโลก? “หนี้สหรัฐฯ” พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ สะเทือนใคร?

ทำไมโลกต้องจับตา เมื่อ "หนี้อเมริกา" พุ่งไม่หยุด
สหรัฐฯ กำลังแบกหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังหนี้รัฐบาลทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในเวลาเพียง 10 ปี ขณะที่ภาระดอกเบี้ยกำลังพุ่งแตะระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ คำถามคือ สหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้วิกฤตหนี้หรือไม่ และเรื่องนี้จะกระทบเศรษฐกิจโลก รวมถึงคนไทยอย่างไร
หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์
สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับตัวเลขที่ทั่วโลกต้องจับตา เมื่อหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ลองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 19.4 ล้านล้านดอลลาร์ เท่านั้น นั่นหมายความว่าในเวลาเพียง 10 ปี หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า
ถ้าคิดเป็นเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์ หนี้ก้อนนี้จะมีมูลค่าราว 1,280 ล้านล้านบาท
ตัวเลขอาจฟังดูน่าตกใจ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ การจะตัดสินว่าประเทศหนึ่ง “หนี้เยอะเกินไป” หรือกำลังจะล้มละลาย ไม่สามารถดูแค่จำนวนหนี้เพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ หนี้เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ หรือ GDP และความสามารถในการหารายได้มาชำระหนี้และดอกเบี้ย
และตรงนี้เองที่ทำให้ตลาดเริ่มจับตาสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
หนี้เพิ่ม ดอกเบี้ยก็เพิ่มตาม
ปัญหาของหนี้ไม่ได้จบอยู่ที่เงินต้น เพราะยิ่งรัฐบาลกู้มาก ภาระดอกเบี้ยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Congressional Budget Office (CBO) ประเมินว่า ดอกเบี้ยสุทธิของรัฐบาลสหรัฐฯ จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026
ขณะที่รายงานของ CNBC ระบุว่า ภาระดอกเบี้ยในปีนี้กำลังเข้าใกล้ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
ลองคิดง่าย ๆ ว่า เงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ย คือเงินที่ไม่สามารถนำไปใช้กับเรื่องอื่นได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดังนั้น สิ่งที่ตลาดไม่ได้กลัวเพียงว่า “หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์จะทำให้สหรัฐฯ ล้ม” แต่กำลังจับตาว่า ต้นทุนในการแบกหนี้ก้อนนี้จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาระต่อเศรษฐกิจหรือไม่
ทำไมหนี้สูงขนาดนี้ แต่สหรัฐฯ ยังไม่ล้ม?
คำถามสำคัญคือ หากสหรัฐฯ มีหนี้มหาศาลขนาดนี้ ทำไมยังไม่เกิดวิกฤต?
คำตอบหนึ่งที่สำคัญมากคือ ดอลลาร์
เงินดอลลาร์ยังเป็นสกุลเงินหลักของระบบการเงินโลก ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Treasury ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็นที่พักเงิน
ทั้งธนาคารกลาง กองทุน บริษัทประกัน และนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ต่างมีพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ในพอร์ต
สหรัฐฯ จึงมีข้อได้เปรียบที่ประเทศอื่นไม่มี นั่นคือสามารถกู้ยืมในสกุลเงินที่ตัวเองเป็นผู้ออก และยังมีตลาดพันธบัตรขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง เพราะฉะนั้น หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะล้มละลายในวันพรุ่งนี้
แต่โจทย์ใหญ่คือ สหรัฐฯ จะรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบริหารต้นทุนหนี้ก้อนนี้ได้อย่างไร หากหนี้ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
จุดเสี่ยงอยู่ที่ “ดอกเบี้ยแพงขึ้น”
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญหลังจากนี้ คือรัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น
เมื่อรัฐบาลขาดดุลงบประมาณ ก็ต้องกู้เงินเพิ่มผ่านการออกพันธบัตร แต่หากนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้ การขาดดุล เงินเฟ้อ หรือนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ นักลงทุนก็อาจต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield สูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นตาม และนี่อาจกลายเป็นวงจรที่น่ากังวล
หนี้เพิ่ม → ต้องออกพันธบัตรเพิ่ม → นักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น → ดอกเบี้ยแพงขึ้น → รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น → งบประมาณยิ่งตึงตัว
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่า “หนี้แตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์แล้วหรือยัง” แต่คือ หนี้จะเพิ่มเร็วแค่ไหน เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจ และรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากแค่ไหน
หนี้สหรัฐฯ ทำไมถึงเป็นเรื่องของคนทั้งโลก?
เหตุผลที่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาของสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลก
หากตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ผันผวนรุนแรง ผลกระทบสามารถส่งต่อไปยัง อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ตลาดหุ้น และต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนอาจโยกเงินกลับเข้าสินทรัพย์สหรัฐฯ และดอลลาร์ ซึ่งสามารถสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินและตลาดการเงินของประเทศอื่นได้
พูดง่าย ๆ คือ แม้คนไทยไม่ได้เป็นผู้กู้หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ไทยอยู่ในระบบการเงินเดียวกับสหรัฐฯ
เพดานหนี้ อีกหนึ่งระเบิดที่ต้องจับตา
นอกจากตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว อีกประเด็นที่ตลาดจับตาคือ Debt Ceiling หรือเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ
ปัจจุบันเพดานหนี้อยู่ที่ประมาณ 41.1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่หนี้รัฐบาลแตะระดับกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ทำให้พื้นที่เหลือไม่มากนัก และมีการคาดการณ์ว่าอาจเข้าใกล้เพดานดังกล่าวในช่วงกลางปี 2027
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะหากรัฐบาลและสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันเรื่องการเพิ่มหรือระงับเพดานหนี้ได้ทันเวลา ความกังวลของตลาดอาจเพิ่มขึ้น และกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยเผชิญความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้หลายครั้ง จึงทำให้เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดต้องติดตาม
แล้วคนไทยต้องกลัวไหม?
สำหรับคนไทย ผลกระทบไม่ได้มาในรูปแบบที่ว่า “สหรัฐฯ เป็นหนี้ แล้วคนไทยต้องใช้หนี้แทน” แต่จะส่งผ่านระบบการเงินและเศรษฐกิจโลก
หาก Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินทุนอาจไหลกลับเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งมีโอกาสกดดันตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาท
ขณะเดียวกัน หากดอลลาร์แข็งค่า ต้นทุนสินค้านำเข้าที่ซื้อขายกันด้วยดอลลาร์ เช่น น้ำมันและวัตถุดิบต่าง ๆ ก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
สำหรับภาคธุรกิจและประชาชน ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกที่สูงขึ้นยังสามารถส่งผ่านมายังต้นทุนการกู้ยืมในประเทศได้เช่นกัน
ดังนั้น แม้หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์จะอยู่ไกลตัว แต่ผลกระทบจากตลาดพันธบัตร ดอลลาร์ และอัตราดอกเบี้ย สามารถเดินทางมาถึงเศรษฐกิจไทยได้
สหรัฐฯ ยังมีทางออกหรือไม่?
แม้โจทย์หนี้จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่สหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือในการบริหารจัดการ และยังไม่ได้อยู่ในจุดที่หมายความว่าจะเกิดวิกฤตหนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุด สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การขาดดุลงบประมาณภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว หลังยอดขาดดุลสะสมในปีนี้เข้าใกล้ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์
รัฐบาลยังวางแนวทางเพิ่มรายได้ผ่านมาตรการภาษีศุลกากร พร้อมกับผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้และบริหารภาระหนี้
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาหนี้ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ด้วยมาตรการเดียว เพราะโจทย์ใหญ่คือการทำให้ รายได้ของรัฐบาลเติบโตทันกับรายจ่าย และควบคุมการขาดดุลในระยะยาว
40 ล้านล้านดอลลาร์ ยังไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา
หนี้สหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ จึงยังไม่ใช่สัญญาณว่าสหรัฐฯ กำลังจะล้มละลายในทันที
จุดแข็งของสหรัฐฯ ทั้งขนาดเศรษฐกิจ ดอลลาร์ และตลาดพันธบัตรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ยังช่วยให้ประเทศสามารถรองรับหนี้ระดับสูงได้ แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ หนี้ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นตาม
หากวันหนึ่งนักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อถือพันธบัตรสหรัฐฯ ต้นทุนของหนี้ก็จะยิ่งแพง และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงตลาดการเงินทั่วโลก
เพราะฉะนั้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ “สหรัฐฯ เป็นหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ แล้วจะล้มหรือไม่?”
แต่เป็นคำถามว่า “สหรัฐฯ จะสามารถแบกหนี้ก้อนนี้ได้อีกนานแค่ไหน โดยไม่ให้ต้นทุนของหนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าเศรษฐกิจที่ใช้หาเงินมาจ่ายหนี้?”
และสำหรับคนทั้งโลก รวมถึงคนไทย นี่คือเรื่องที่ต้องจับตา เพราะในระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน หากยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ สะดุด แรงกระเพื่อมก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่อเมริกา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
