เวเนฯ จ่อถอนตัวจากโอเปก-สหรัฐฯ คุมบ่อน้ำมัน 100 ปี

เวเนซุเอลาที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากมีแนวคิดจะถอนตัวออกจากโอเปก และยังเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าไปมีบทบาทในกิจการน้ำมันนานถึง100 ปี หลังจากนี้
นอกจากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสร้างแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันโลก อีกประเด็นที่ตลาดต้องจับตาคือความเคลื่อนไหวของเวเนซุเอลา ประเทศผู้ก่อตั้ง OPEC ที่กำลังพิจารณาถอนตัวออกจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน
เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง OPEC เมื่อปี 1960 แต่ล่าสุดมีรายงานว่า แนวคิดการถอนตัวออกจาก OPEC ถูกนำไปหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แล้ว แม้ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับผู้นำเวเนซุเอลา เพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลามากขึ้น
หนึ่งในข้อตกลงร่วมกันคือการให้บริษัทหรือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เข้าไปเช่าแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาเป็นระยะเวลานานถึง 100 ปีซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา เพราะแม้ประเทศนี้จะมีปริมาณสำรองน้ำมันมหาศาล แต่การผลิตกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากวิกฤตภายในประเทศและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ข้อมูลล่าสุดดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันประมาณ 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของระดับเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ดังนั้นหากเวเนซุเอลาถอนตัวออกจาก OPEC และสามารถฟื้นกำลังการผลิตได้ ก็อาจทำให้ปริมาณน้ำมันของเวเนซุเอลากลับเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น
แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปริมาณน้ำมันเพราะเวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของ OPEC และยังมีส่วนผลักดันการจัดตั้ง OPEC+ ในปี 2016 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสมาชิก OPEC กับผู้ผลิตนอกกลุ่ม โดยมีรัสเซียเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญหากประเทศสมาชิกเริ่มทยอยออกจาก OPEC และหันมาแข่งขันกันเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น ก็อาจทำให้โครงสร้างการควบคุมอุปทานน้ำมันโลกเปลี่ยนไป และสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
สำหรับสหรัฐฯ การขยายอิทธิพลเข้าไปในอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ก็มีประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะหากสามารถเพิ่มการผลิตและนำทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลากลับเข้าสู่ตลาดได้ ก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านอุปทาน และลดอิทธิพลของ OPEC ลง
แต่ในอีกด้าน สหรัฐฯ เองก็กำลังเผชิญปัญหาราคาน้ำมันภายในประเทศ หลังสงครามกับอิหร่านทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือกับผู้บริหารบริษัทโรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
การประชุมมีตัวแทนจากบริษัทผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงเข้าร่วมอย่างน้อย 10 บริษัท ทั้งรายใหญ่และรายเล็ก เช่น Marathon Petroleum, Delek US Holdings, Chevron, PBF Energy และ Valero Energy เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาด พร้อมหาแนวทางลดราคาน้ำมันเบนซิน และการเพิ่มขีดความสามารถในการกลั่นเชื้อเพลิงภายในประเทศ
เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน เพราะทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลง และเดือนมกราคมปีนี้ก็ืำให้ราคาลงมาอยู่ที่ 2.79 ดอลลาร์/ต่อแกลลอนได้ แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปหลังเกิดสงครามกับอิหร่าน ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง โดยล่าสุดราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่เหนือ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ขณะที่ดีเซลอยู่ใกล้ระดับ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
แม้ราคาน้ำมันเบนซินจะลดลงจากจุดสูงสุดของปีที่มากกว่า 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในเดือนพฤษภาคม แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านในเดือนก.พ.ที่ตอนนั้นราคานำ้มันอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
หนึ่งในทางออกที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาคือการเพิ่มน้ำมันจากเวเนซุเอลาเข้าสู่ตลาด บริษัทโรงกลั่นอย่าง Valero และ Chevron เป็นหนึ่งในผู้ใช้น้ำมันดิบจากเวเนซุเอลารายใหญ่ ดังนั้น หากรัฐบาลเปิดทางให้น้ำมันเวเนซุเอลาไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น ก็อาจช่วยเพิ่มทางเลือกให้โรงกลั่น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ที่น้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่กำลังการกลั่นด้วย ปัจจุบันสหรัฐฯ สามารถกลั่นน้ำมันได้ประมาณ 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2020 ที่ประมาณ 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีแนวโน้มลดลงอีกโดยสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงกลั่นทั่วประเทศแปรรูปน้ำมันรวมกันประมาณ 17.4 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น
นั่นหมายความว่า กำลังการกลั่นของสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ข้อจำกัดในการรองรับทั้งความต้องการภายในประเทศและการส่งออก ท่ามกลางตลาดเชื้อเพลิงโลกที่ยังตึงตัวรัฐบาลทรัมป์จึงพยายามเพิ่มกำลังการผลิตและการกลั่นภายในประเทศ โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย Defense Production Act เปิดทางให้รัฐบาลกลางสนับสนุนโครงการโรงกลั่นและโครงการพลังงานอื่นๆ ในชื่อของความมั่นคงแห่งชาติ
นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายข้อกำหนด Jones Act เพื่อเปิดทางให้เรือต่างชาติสามารถขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์รอบท่าเรือสหรัฐฯ ได้ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาอุปทานเชื้อเพลิงและลดต้นทุน
อีกประเด็นที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลทรัมป์ คือมาตรฐานเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Renewable Fuel Standard หรือ RFS โดยทาง EPA ได้กำหนดโควตาการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับปี 2026 ถึง 2027 ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่าโรงกลั่นน้ำมันต้องผสมเชื้อเพลิงชีวภาพตามปริมาณที่กำหนด
นโยบายนี้มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน ทางฝั่งเกษตรกรและผู้ผลิตเอทานอลต้องการให้โควตายังคงอยู่ในระดับสูง เพราะช่วยสร้างตลาดให้สินค้าเกษตรและเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่ฝั่งโรงกลั่นน้ำมันมองว่าโควตาที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนและสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดน้ำมันกำลังตึงตัว
EPA จึงต้องตัดสินใจว่าจะยกเว้นโควตาให้โรงกลั่นขนาดเล็กบางแห่งหรือไม่ และหากมีการยกเว้น โควตาที่เหลือจะถูกนำไปจัดสรรให้โรงกลั่นรายอื่นหรือไม่ ประเด็นนี้จึงกลายเป็นโจทย์ทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน เพราะทั้งเกษตรกรและอุตสาหกรรมน้ำมันต่างก็เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน
ทั้งหมดนี้ทำให้สถานการณ์น้ำมันโลกในเวลานี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสงครามตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวของเวเนซุเอลา การปรับโครงสร้างอิทธิพลของ OPEC และ OPEC+ รวมถึงความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะเพิ่มอุปทานน้ำมันและกำลังการกลั่นภายในประเทศ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
