รีเซต

"Social Security-หนี้สาธารณะ" สหรัฐฯ สะเทือน เมื่อคนทำงานแบกผู้เกษียณ

"Social Security-หนี้สาธารณะ" สหรัฐฯ สะเทือน เมื่อคนทำงานแบกผู้เกษียณ
TNN ช่อง16
28 สิงหาคม 2569 ( 20:15 )
1

สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ 2 ด้านพร้อมกัน ทั้งหนี้สาธารณะที่พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และระบบ Social Security ที่มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะเงินไม่พอจ่ายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ผู้เกษียณบางส่วนได้รับสวัสดิการมากกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฐานรายได้ของระบบไม่ได้เติบโตตามทัน ประเด็นที่น่ากังวลคือ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังแบกรับหนี้สาธารณะซึ่งเพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ระบบ Social Security ซึ่งเป็นหลักประกันรายได้หลังเกษียณของชาวอเมริกัน ก็กำลังเผชิญปัญหาเงินกองทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง

รายงานล่าสุดประเมินว่า กองทุน Social Security ส่วนสำคัญอาจหมดลงในปี 2032 หากไม่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าสหรัฐฯ จะจ่ายเงินให้ผู้เกษียณได้หรือไม่แต่คือใครจะเป็นคนจ่าย

Social Security เป็นระบบแบบ Pay-as-you-go หมายความว่า เงินภาษีที่เก็บจากคนทำงานในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะถูกนำไปจ่ายเป็นสวัสดิการให้กับผู้เกษียณในปัจจุบัน

ปัจจุบันทั้งลูกจ้างและนายจ้างต่างจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 6.2% ของค่าจ้าง รวมเป็น 12.4% โดยมีเพดานรายได้ที่นำมาคำนวณภาษีอยู่ที่ 184,500 ดอลลาร์ในปี 2026

พูดง่าย ๆ คือ เงินที่แรงงานรุ่น Millennials และ Gen X จ่ายในวันนี้ กำลังถูกนำไปใช้จ่ายให้กับผู้เกษียณ โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer ระบบนี้เคยทำงานได้ดีในอดีต เพราะสหรัฐฯ มีคนทำงานจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้เกษียณ คนรุ่น Baby Boomer ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ กำลังทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ ขณะที่จำนวนแรงงานรุ่นใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วพอที่จะรองรับภาระดังกล่าว

อีกหนึ่งประเด็นที่กำลังกลายเป็นข้อถกเถียง คือความแตกต่างระหว่างเงินที่แรงงานจ่ายเข้าสู่ระบบกับผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมา ตัวอย่างเช่น แรงงานที่มีค่าจ้างระดับมัธยฐานและเกษียณในปี 2027 คาดว่าจะได้รับเงิน Social Security ตลอดชีวิตประมาณ 730,000 ดอลลาร์

หากนับเฉพาะเงินที่แรงงานจ่ายเอง ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมาอาจสูงถึงประมาณ 265% ของเงินที่ตัวเองจ่ายเข้าสู่ระบบ ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ระบบกำลังต้องพึ่งพาคนทำงานรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อหาเงินมาจ่ายให้กับผู้เกษียณ

ความกังวลเรื่องอนาคตของ Social Security สะท้อนผ่านผลสำรวจของ Cato Institute โดยผลสำรวจเมื่อเดือนธันวาคม 2025 พบว่า มีเพียง 34% ของ Gen Z ที่เชื่อว่า Social Security จะยังคงมีอยู่เมื่อพวกเขาถึงวัยเกษียณ ขณะที่การสำรวจในปี 2026 พบว่า 79% ของคนรุ่นใหม่ คาดว่าจะมีการลดผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับในอนาคต

นี่เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะ Social Security เคยถูกมองว่าเป็นหลักประกันสำคัญของชาวอเมริกันหลังเกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ ระบบกำลังถูกมองแตกต่างออกไป จากสิทธิที่จะได้รับกำลังกลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าจะยังมีอยู่หรือไม่

รายงานของ Social Security Trustees ปี 2026 ระบุว่า กองทุน Old-Age and Survivors Insurance หรือ OASI อาจหมดลงในไตรมาส 4 ของปี 2032 หากถึงจุดนั้นและไม่มีการแก้ไขกฎหมาย รายได้ที่ระบบจัดเก็บได้จะเพียงพอสำหรับจ่ายผลประโยชน์ประมาณ 78% ของจำนวนเงินที่ควรได้รับ

ซึ่งหากรวมกองทุน Social Security ทั้งหมดในทางทฤษฎี เงินกองทุนจะหมดในปี 2034 และรายได้ที่เข้ามาจะสามารถรองรับผลประโยชน์ได้ประมาณ 83% นั่นหมายความว่า หากสภาคองเกรสไม่ลงมือแก้ไข ระบบอาจต้องลดผลประโยชน์ลงโดยอัตโนมัติ

Committee for a Responsible Federal Budget หรือ CRFB ประเมินว่า หากกองทุนเกษียณหมดลงโดยไม่มีการแก้ไข ระบบอาจต้อง ลดผลประโยชน์ลงประมาณ 22% รัฐบาลจึงมีทางเลือกไม่มากนัก ทางเลือกหนึ่งคือ ขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบ ส่วนอีกทางหนึ่งคือลดผลประโยชน์ หรืออาจใช้ทั้งสองแนวทางร่วมกัน หรือการจำกัดผลประโยชน์สำหรับผู้เกษียณที่มีฐานะร่ำรวยมากที่สุด

CRFB เสนอแนวคิดที่เรียกว่า “Six Figure Limit” โดยกำหนดเพดาน Social Security สำหรับคู่สมรสที่เกษียณตามอายุปกติไว้ที่ 100,000 ดอลลาร์ต่อปี สำหรับผู้เกษียณที่เป็นโสด เพดานจะอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์ต่อปี ข้อเสนอนี้ไม่ได้มุ่งลดสวัสดิการของคนส่วนใหญ่ แต่เน้นไปที่กลุ่มผู้เกษียณที่มีฐานะร่ำรวยมากที่สุด

CRFB ประเมินว่า ในช่วงแรกจะกระทบคู่สมรสเพียงประมาณ 0.05% แรก ของกลุ่มผู้รับสวัสดิการ โดยเป็นครัวเรือนที่มีรายได้หลังเกษียณเฉลี่ยมากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมีทรัพย์สินสุทธิเฉลี่ยมากกว่า 65 ล้านดอลลาร์ แม้บทความจะตั้งคำถามถึงการที่ผู้เกษียณบางกลุ่มได้รับสวัสดิการสูง แต่ปัญหาที่แท้จริงของ Social Security มีความซับซ้อนกว่านั้น

จำนวนผู้เกษียณเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนคนทำงานที่ต้องจ่ายเงินเข้าสู่ระบบลดลงเมื่อเทียบกับอดีต เมื่อรวมกับภาระหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ และต้นทุนดอกเบี้ยที่ CBO คาดว่าจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 และเพิ่มเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2036 รัฐบาลสหรัฐฯ จึงกำลังเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกครั้งที่รัฐบาลเพิ่มรายจ่ายสวัสดิการ ก็หมายถึงภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การขึ้นภาษีก็อาจกระทบกำลังซื้อและการออมของคนทำงาน

ปัญหา Social Security จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ คนเกษียณได้รับเงินมากเกินไป หรือคนรุ่นใหม่จ่ายมากเกินไป แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจาก ประชากรสูงวัย รายจ่ายสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น รายได้ภาษีที่ไม่เพียงพอ และหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นพร้อมกัน

สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐบาลสหรัฐฯจะจ่าย Social Security ให้คนรุ่น Baby Boomer อย่างไร แต่คือจะออกแบบระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้คนรุ่น Millennials, Gen X และ Gen Z ต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไปในอนาคต

เพราะหากปล่อยให้ตัวเลขเดินไปตามแนวโน้มปัจจุบัน วันที่ Social Security เงินหมดอาจไม่ใช่ปัญหาของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งแต่จะกลายเป็นปัญหาทางการคลังของสหรัฐฯ ทั้งระบบ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง