3 วิธีใช้มือถือโดยไม่ให้เทคโนโลยีควบคุมชีวิต

แม้เทคโนโลยีและสมาร์ตโฟนจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดภาระงานในชีวิตประจำวัน และเปิดโอกาสให้ผู้คนมีเวลามากขึ้นสำหรับสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ การสร้างสรรค์ผลงาน หรือการค้นหาความหมายของชีวิต แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การพึ่งพาอุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไปอาจทำให้มนุษย์ยิ่งห่างไกลจากความรู้สึกเติมเต็มในชีวิต
อาร์เธอร์ บรูคส์ นักวิชาการด้านภาวะผู้นำจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้เขียนหนังสือ The Meaning of Your Life: Finding Purpose in an Age of Emptiness ระบุว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือสมาร์ตโฟน แต่เป็นวิธีที่ผู้คนเลือกใช้งาน
เขาอธิบายว่า เทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและต้องใช้ทักษะจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถทดแทนประสบการณ์สำคัญของมนุษย์ เช่น ความรัก มิตรภาพ ความศรัทธา หรือการค้นหาความหมายของชีวิตได้
“เมื่อใดก็ตามที่เทคโนโลยีถูกใช้แทนสิ่งที่หัวใจมนุษย์ต้องการจริง ๆ มันจะทำให้ชีวิตแย่ลง แต่หากใช้เป็นเครื่องมือเสริม มันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก” บรูคส์กล่าว
ปัญหาที่เทคโนโลยีแก้ได้ กับปัญหาที่ต้องใช้ชีวิตเรียนรู้
บรูคส์แบ่งปัญหาในชีวิตออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ปัญหาซับซ้อนเชิงเทคนิค” (Complicated Problems) และ “ปัญหาซับซ้อนเชิงมนุษย์” (Complex Problems)
ปัญหาแบบแรก เช่น การสร้างตึกระฟ้า การพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นเรื่องที่มีคำตอบชัดเจนและสามารถแก้ไขได้ด้วยความรู้ เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่
แต่ปัญหาอีกประเภทหนึ่ง เช่น การสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง การเป็นเพื่อนที่ดี หรือการค้นหาความหมายของชีวิต เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว และเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจตลอดชีวิต
เขามองว่า หลายครั้งผู้คนพยายามใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาประเภทหลัง ซึ่งมักไม่ประสบความสำเร็จ
ตัวอย่างเช่น สื่อสังคมออนไลน์เคยถูกมองว่าจะช่วยลดความเหงาด้วยการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน แต่ผลการศึกษาหลายชิ้นกลับพบว่า การใช้เวลาออนไลน์มากขึ้นอาจทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ปัจจุบัน ปัญหาลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งหลายคนเริ่มใช้เป็นเพื่อน คู่สนทนา หรือที่ปรึกษาทางอารมณ์
บรูคส์ยอมรับว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและช่วยประหยัดเวลาได้มาก แต่เตือนว่าหากนำ AI มาใช้แทนความสัมพันธ์หรือประสบการณ์ของมนุษย์ ชีวิตอาจยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้น
ความเบื่อคือสิ่งจำเป็นสำหรับสมอง
หนึ่งในประเด็นที่บรูคส์ให้ความสำคัญคือ “ความเบื่อ”
เขาระบุว่า สมาร์ตโฟนถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดความเบื่อออกจากชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย วิดีโอ หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความเบื่อกลับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการทำงานของสมอง
เมื่อสมองไม่ได้จดจ่อกับสิ่งเร้าใด ๆ มากเกินไป จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Default Mode Network” ซึ่งเป็นช่วงที่สมองได้พักจากงานเฉพาะหน้า เปิดโอกาสให้เกิดการคิดทบทวน ฝันกลางวัน หรือพิจารณาคำถามสำคัญเกี่ยวกับชีวิต
บรูคส์เชื่อว่า ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นจุดกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจตนเอง และความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย
“เราต้องเก่งเรื่องการอยู่กับความเบื่อ เพราะเมื่อทำได้ ชีวิตจะรู้สึกลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้น” เขากล่าว
3 วิธีใช้สมาร์ตโฟนโดยไม่ให้เทคโนโลยีควบคุมชีวิต
บรูคส์เปิดเผยแนวทางง่าย ๆ 3 ข้อที่เขาใช้เป็นประจำ เพื่อให้สมาร์ตโฟนยังคงเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งที่ดึงเขาออกจากชีวิตจริง
1. งดใช้โทรศัพท์ในชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน
เขาพยายามไม่แตะโทรศัพท์เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน
เวลาช่วงเช้านี้ควรถูกใช้ไปกับกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อชีวิต เช่น เดินเล่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ สนทนากับคนในครอบครัว หรือทำกิจกรรมทางจิตใจที่สำคัญสำหรับตนเอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายคนเห็นตรงกันว่า การเริ่มต้นวันด้วยการเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย ข่าว หรืออีเมล อาจเพิ่มความเครียดตั้งแต่เช้า และส่งผลต่ออารมณ์ตลอดทั้งวัน
2. เก็บโทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหาร
บรูคส์มองว่า มื้ออาหารเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการสร้างความสัมพันธ์
แม้โทรศัพท์จะวางคว่ำอยู่บนโต๊ะหรืออยู่ในกระเป๋า สมองก็ยังรับรู้ว่ามีข้อความหรือการแจ้งเตือนที่อาจเข้ามาได้ตลอดเวลา ทำให้สมาธิในการพูดคุยกับคนตรงหน้าลดลง
เขาเชื่อว่าการมีปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้ากันอย่างสม่ำเสมอเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความสุขและความหมายให้กับชีวิต
3. วางโทรศัพท์ก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
ช่วงเวลาก่อนนอนเป็นอีกช่วงหนึ่งที่เขาหลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ตโฟน
นอกจากแสงจากหน้าจอและเนื้อหาบนโลกออนไลน์จะรบกวนคุณภาพการนอนแล้ว การปิดโทรศัพท์ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลากับครอบครัว คู่ชีวิต หนังสือ หรือกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับระบุว่า การสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่สงบจะช่วยให้สมองเปลี่ยนจากโหมดตื่นตัวไปสู่ภาวะพร้อมพักผ่อนได้ง่ายขึ้น
เทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรู แต่ต้องรู้วิธีใช้
บรูคส์ย้ำว่า เขาไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนเลิกใช้สมาร์ตโฟนหรือหนีออกจากโลกดิจิทัล เพราะในความเป็นจริง เทคโนโลยียังคงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน
สิ่งสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีให้เป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่ปล่อยให้มันเข้ามาแทนที่ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และคำถามสำคัญที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า
เขาเชื่อว่าเพียงแค่ปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ได้แก่ งดใช้โทรศัพท์ในชั่วโมงแรกของวัน เก็บโทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหาร และวางโทรศัพท์ก่อนนอน 1 ชั่วโมง ก็อาจช่วยให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองและคนรอบข้างได้มากขึ้น พร้อมสร้างความหมายให้ชีวิตในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
