ซีอีโอ Google ชี้ปี 2027 คือ จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ AI พลิกโฉมวิธีการผลิตและการทำงานของโลก

วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของบริษัท Google และ Alphabet ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์สำคัญในระหว่างออกรายการพอดแคสต์ชื่อดัง Cheeky Pint บนช่อง Youtube Stripe โดยเขาระบุว่าในปี 2027 มันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตและกระบวนการทำงานของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากแผนการทุ่มงบลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั่วโลก แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ก็ตาม
ปี 2027 จุดหักเหของการทำงานและวิธีการผลิต
ก่อนหน้านี้ซุนดาร์ พิชัย มีผลงานสำคัญ คือ การทำให้มูลค่าบริษัท Alphabet เติบโตจาก 5 แสนล้านดอลลาร์สู่ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งซีอีโอในปี 2015 เขาคาดการณ์ว่า ภายในปี 2027 หลายสายอาชีพและกระบวนการทำงานจะเข้าสู่จุดหักเหที่สำคัญ
บริษัทต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปใช้กระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ผ่านตัวแทน AI Agent ในการทำงานที่มีความซับซ้อน แม้ในช่วงเริ่มต้น ผู้คนอาจจะยังใช้วิธีการทำงานหรือการตรวจสอบข้อมูลแบบดั้งเดิมควบคู่กันไป แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเกิดการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กระบวนการทำงานใหม่แบบ AI-native โดยสมบูรณ์
ตัวอย่างเช่น งานด้านการวิเคราะห์คาดการณ์ทางธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันต้องอาศัยทีมงานจำนวนมากในการรวบรวมข้อมูล เขาเชื่อว่าภายในปี 2027 ระบบ AI จะสามารถทำงานเหล่านี้ได้เองทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะถือเป็นการปฏิวัติวิธีการดำเนินงานขององค์กรครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม เขายังคงชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่ซ่อนตัวอยู่ โดยก่อนหน้านี้ Google ได้ลงทุนด้าน AI ไปแล้วมากกว่า 1.75 - 1.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายศักยภาพการประมวลผล แต่ก็ยังคงพบกับข้อจำกัดอยู่ เช่น โครงการสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอและปัญหาการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer starts) ปัญหาคอขวดของการผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory chips) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการประมวลผล AI รวมไปถึงข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้า ความล่าช้าในการขอใบอนุญาตตั้งศูนย์ข้อมูล และปัญหาการขาดแคลนช่างไฟฟ้า
นอกจากนี้เขายังให้จับตาไปที่ประเทศจีน ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว โดยเขามองว่าเป็นความเร็วระดับที่สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อทลายข้อจำกัดเหล่านี้
มุมมองต่อศูนย์ข้อมูลอวกาศ ควอนตัม และหุ่นยนต์
โดยในปัจจุบันนอกเหนือจากการพัฒนา AI บริษัท Google ยังเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตระยะยาว เช่น บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโปรเจกต์ศูนย์ข้อมูลในอวกาศ รวมถึงระบบศูนย์ข้อมูลควอนตัมในอวกาศ ซึ่งปัจจุบันเริ่มต้นจากทีมงานและงบประมาณขนาดเล็ก
ส่วนในด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) พิชัยยอมรับว่าในอดีต Google อาจจะเข้าสู่ตลาดนี้เร็วเกินไป แต่ปัจจุบัน AI ได้กลายมาเป็นส่วนผสมที่ขาดหายไป สำหรับไอเดียเมื่อ 10 กว่าปีก่อน
ทำให้ปัจจุบันโมเดลหุ่นยนต์มีขีดความสามารถด้านการรับรู้และเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ เทคโนโลยีโดรนส่งสินค้าอย่าง "Wing" ก็กำลังเดินหน้าขยายตัวเต็มที่ โดยคาดว่าชาวอเมริกันราว 40 ล้านคน สามารถเข้าถึงบริการนี้ได้ในอนาคตอันใกล้
ความท้าทายของบริษัทขนาดใหญ่
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแข่งกำลังพบคู่แข่งสำคัญชัดเจนขึ้น เมื่อยุคนี้มีสตาร์ตอัปเกิดใหม่เป็นจำนวนมากในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา และพวกเขาได้เปรียบอย่างมากจากการเป็น AI-native หรือสร้างขึ้นมาพร้อม AI ตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่อย่าง Google ต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างและพัฒนาทักษะบุคลากรใหม่
อย่างไรก็ตาม Google เลือกใช้กลยุทธ์ลงทุนเชิงรุก โดยอัดฉีดเงินในบริษัท AI ชั้นนำอย่าง Anthropic มากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนใน SpaceX ตั้งแต่ปี 2015
ในมุมมองของซุนดาร์ พิชัย การแข่งขันด้าน AI ไม่ใช่เกมแบบผู้ชนะกินรวบ แต่เป็นการขยายโอกาสใหม่ในทุกอุตสาหกรรม เมื่อข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานเริ่มคลี่คลาย และองค์กรต่างๆ เริ่มนำระบบ Agentic AI มาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ เขาเชื่อว่าโลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญ และภายในปี 2027 จะเป็นช่วงเวลาที่มนุษยชาติได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของ AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของการทำงานอย่างสมบูรณ์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
