เอกนิติ เตือนวิกฤตพลังงานยืด 2 ปี ต้นทุนสินค้าจ่อพุ่ง

ในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 9 เมษายน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชี้แจงเพิ่มเติมต่อที่ประชุม โดยขอบคุณข้อเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภา และอธิบายภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากวิกฤตตะวันออกกลาง
เอกนิติระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งกระทบต่อราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น พร้อมย้ำว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น แต่มีแนวโน้มยืดเยื้อและซับซ้อนจากความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
“วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตของโลก ไม่ได้กระทบแค่ระยะสั้น และอาจยืดเยื้อซับซ้อน”
รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอธิบายว่า เมื่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานได้รับผลกระทบ จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะน้ำมัน แต่จะลามไปยังสินค้าอื่น เช่น ปุ๋ยและสินค้าเกษตร ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพโดยตรง
“ราคาที่ขึ้นจะไม่ใช่แค่พลังงาน แต่อาจเป็นสินค้าอื่นด้วย”
พร้อมเตือนว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้อสูง
“มีโอกาสเกิดสิ่งที่เรียกว่า สแต็กเฟลชัน คือทั้งเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำพร้อมกัน”
ในระยะสั้น เอกนิติย้ำว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือเพื่อดูแลประชาชน โดยเฉพาะการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดแรงกระแทกราคาพลังงาน พร้อมบริหารทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
“ประเทศไทยมีทรัพยากรจำกัด เราต้องใช้ให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด”
ขณะเดียวกัน การปรับลดภาษีสรรพสามิตต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นรายได้หลักของรัฐที่ใช้ดูแลบริการสาธารณะ เช่น ระบบสาธารณสุข
ในส่วนของแนวโน้มพลังงาน เอกนิติประเมินว่า ราคาน้ำมันอาจไม่กลับไปอยู่ในระดับต่ำในระยะสั้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
“ราคาน้ำมันถูกอาจจะไม่กลับมาในระยะ 1-2 ปี”
จากสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลจึงต้องเตรียมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเน้นลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เอทานอล และไบโอดีเซล เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้ภาคเกษตร
นอกจากนี้ ยังเน้นการยกระดับศักยภาพคนไทยผ่านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
“เราต้องทำให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี และใช้ AI ไปหารายได้ได้”
ในด้านการลงทุน เอกนิติระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งดึงการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการลงทุนจริง และช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ช่วงท้าย เอกนิติย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงและอาจรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ หากไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี
“ถ้าเราไม่เตรียมให้พร้อม อาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤติ”
พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าทั้งมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และมาตรการระยะยาวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
