รีเซต

ปีนี้เผาจริง? "เศรษฐกิจไทย" อ่วมหนัก คาดจีดีพีร่วง เหลือแค่ 1.5% ชี้ส่งออกติดลบ ท่องเที่ยวฟื้นช้า กำลังซื้อจำกัด

ปีนี้เผาจริง? "เศรษฐกิจไทย" อ่วมหนัก คาดจีดีพีร่วง เหลือแค่ 1.5% ชี้ส่งออกติดลบ ท่องเที่ยวฟื้นช้า กำลังซื้อจำกัด
TNN ช่อง16
8 มกราคม 2569 ( 08:00 )
11

"เศรษฐกิจไทย" อ่วม เสี่ยงจีดีพี ร่วงเหลือ 1.5% ชี้ปี 2569 หลายปัจจัยรุมเร้า ส่งออกติดลบ ท่องเที่ยวฟื้นช้า กำลังซื้อจำกัด 


ทิศทางเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2569 จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์  SCB EIC (Economic Intelligence Center) ซึ่งล่าสุดได้เปิดเผยรายงาน ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยนั้นจะยังอยู่ในช่วงของการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP Growth) หรือจีดีพี คาดการณ์ว่าจะอยู่เพียงแค่ระดับ 1.5% ชะลอลงจากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2% 


และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีจะเติบโตต่ำกว่า 2% โดยที่ไม่มีการเกิดวิกฤตครั้งใหญ่  ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ โควิด-19 หรือเหตุการณ์สำคัญ เช่น น้ำท่วมปี 2554 ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ สำหรับเศรษฐกิจไทย


นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC ระบวุ่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการชะลอตัว มาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ การส่งออกติดลบ คาดการณ์ว่าการส่งออกในปี 2026 จะ ติดลบประมาณ 1.5% จากที่ปีนี้ขยายตัว 10.8% เนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้า การแข่งขันที่รุนแรง และผลกระทบจากการที่ฐานสูงในปี 2025 รวมถึงการส่งออกทองคำที่ลดลง


ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า คาดว่า จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจาก 32.9 ล้านคน เป็น 34.1 ล้านคน ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นมา แต่ก็นับว่ายังห่างไกลจากระดับก่อนโควิด-19 ที่ เคยทำไว้ถึง 40 ล้านคน


ด้านกำลังซื้อครัวเรือนก็ยังคงจำกัด การใช้จ่ายอุปโภคบริโภค คาดว่า จะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.9% เนื่องมาจากปัจจัยพื้นฐานด้านรายได้ที่เปราะบาง ทรงตัว หรือ ลดลง รวมถึงการจ้างงานที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ นอกจากนี้ ภาคครัวเรือน ยังคงอยู่ในช่วง Debt Deleveraging (การลดภาระหนี้) ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่าย


การลงทุนโดยรวมยังดูซบเซา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเดิมและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องอีกปี อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีบ้างเช่นกัน เรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก BOI ในกลุ่ม New S-Curve เช่น Digital, EV, Electronics ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.9%  แต่ประโยชน์ในระยะสั้นอาจมีจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าของการลงทุนค่อนข้างสูง


ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยยังคงต้องระมัดระวังเรื่องหนี้สาธารณะ ทำให้เม็ดเงินกระตุ้นจากภาครัฐมีจำกัด


ส่วนเรื่องของดอกเบี้ย  SCB EIC คาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะมีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง จากตอนนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% จนถึงประมาณครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน ไม่ใช่การกระตุ้นอุปสงค์โดยตรง


สำหรับเรื่องของค่าเงินบาท ในปี 2568 เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น กระทบขีดความสามารถการแข่งขันของไทย มีการคาดการณ์ว่า ไตรมาสแรก ปี 2569 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากนั้นช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจกลับมาอ่อนค่าลง  ซึ่งหากค่าเงินบาทถ้าอ่อนได้มากกว่านี้ ก็จะช่วยเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยวได้มากขึ้น


ด้านความเสี่ยงที่ต้องจับตา ปัจจัยเสี่ยงด้านลบ (Downside) ที่อาจทำให้การเติบโตต่ำกว่า 1.5% ได้แก่ การปะทุของสงครามการค้า  ความขัดแย้งทางการเมืองภายในและภายนอกประเทศที่อาจยืดเยื้อ รวมไปถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง การยุบสภาและการเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึง 


รวมถึงยังมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อและภาวะเงินฝืด (Deflation Risk) โดยหนี้ครัวเรือนยังสูงมาก และภาวะเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย คาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ 0.2% ทำให้ภาระหนี้ที่แท้จริงหนักขึ้น และส่งผลกดดันต่อการใช้จ่ายของครัวเรือนและอัตรากำไรของภาคธุรกิจ



"รัฐบาลใหม่" ความหวังของทุกภาคส่วน ฟื้น-เร่งเครื่อง "เศรษฐกิจไทย"


SCB EIC เน้นย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทย ไม่ได้เจอเพียงแค่ปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น แต่เรายังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดลงต่อเนื่อง และสิ่งที่จำเป็นที่สุดในระยะต่อไปคือ  การปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้อัตราการเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็นนิวนอร์มอลสำหรับไทย


SCB EIC ได้มีข้อเสนอแนะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อรัฐบาลใหม่   โดยในระยะสั้น  ควรเพิ่มศักยภาพให้กับภาคครัวเรือนและ SME คู่ไปกับการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น มาตรการที่ผูกโยงกับการ Upskill/Reskill และ Digital Transformation


ส่วนมาตรการกระตุ้นดีมานด์ เช่น คนละครึ่ง แม้การกระตุ้นการใช้จ่ายยังจำเป็น แต่รูปแบบมาตรการในลักษณะคล้ายโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 เฟส 3 ควรถูกนำมาใช้อย่างระมัดระวัง กำหนดระยะเวลาที่จำกัด และ พุ่งเป้า (Targeted) ไปยังกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เพื่อให้เป็นไปเท่าที่จำเป็น และเพื่อหลีกเลี่ยงการติดกับมาตรการกระตุ้นระยะยาว (Subsidy Trap) ควรมีการโยงมาตรการกระตุ้นเหล่านี้เข้ากับการปฏิรูปเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริม Green Growth หรือ Digital Transformation ไปด้วย


นอกจากเศรษฐกิจไทยแล้ว เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงคาดว่าจะขยายตัว 2.5%YOY จากที่โต 2.7%Yoy ในปี 2568 ปัจจัยสำคัญที่กดดันมาจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ทำให้การค้าโลกชะลอตัว  ส่วนการลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก 


ด้านนโยบายการเงินและการคลังในโลกยังผ่อนคลาย แต่ข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น บางประเทศสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย ขณะที่บางประเทศยังมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ สวนทางกับนโยบายการคลังที่ต้องเจอกับข้อจำกัดจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และหนี้สาธารณะสูง ทำให้การสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะมีข้อจำกัดมากขึ้น


นอกจากนี้สิ่งที่ต้องระวังสำหรับความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ได้แก่ 

(1) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ 

(2) ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากท่าทีของสหรัฐฯ ที่ลดการสนับสนุน NATO และยุโรปลงมาก ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่น-จีน

(3) ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI ที่อาจปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ

(4) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นทั่วโลก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง