รีเซต

UN เตือนภัย! มหาสมุทรเริ่มหมดแรง ดูดซับคาร์บอนแล้ว

UN เตือนภัย! มหาสมุทรเริ่มหมดแรง ดูดซับคาร์บอนแล้ว
TNN ช่อง16
29 ตุลาคม 2569 ( 12:00 )

องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ออกโรงเตือนว่า มหาสมุทรที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันโลกร้อนตามธรรมชาติ กำลังสูญเสียความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยพบว่าภาวะโลกร้อนทำให้ประสิทธิภาพการดูดซับคาร์บอนของมหาสมุทรลดลงแล้วประมาณ 6% และอาจลดลงมากกว่านี้ในอนาคต ส่งผลให้ก๊าซเรือนกระจกสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น และยิ่งเร่งให้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

 

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. องค์การสหประชาชาติเปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP31 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยระบุว่า มหาสมุทรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิโลก เพราะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ได้ประมาณ 30% และดูดซับความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 90%


อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของน้ำทะเล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและระบบนิเวศทางทะเล กำลังทำให้ความสามารถในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนของมหาสมุทรอ่อนแอลง โดยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้มหาสมุทรดูดซับคาร์บอนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นแล้วประมาณ 6%


ซารา แทรอรัป ผู้เขียนหลักของรายงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามหาสมุทรมีบทบาทอย่างมากในการช่วยชะลอภาวะโลกร้อน แต่ปัจจุบันระบบธรรมชาตินี้กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนจะลดลงอย่างรวดเร็วในอนาคต ซึ่งหมายความว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น

 

รายงานยังพบว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขาดข้อมูลตรวจวัดสภาพมหาสมุทรที่เพียงพอ โดยเฉพาะมหาสมุทรใต้ มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรอาร์กติก และพื้นที่ชายฝั่งหลายแห่ง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงของระบบกักเก็บคาร์บอนในมหาสมุทรได้อย่างครอบคลุม

 

UN จึงเรียกร้องให้ทั่วโลกลงทุนในระบบติดตามและวิเคราะห์คาร์บอนในมหาสมุทร หรือ Ocean Carbon Intelligence โดยนำเทคโนโลยีตรวจวัด เซนเซอร์ ระบบข้อมูล แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ และองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่นมาใช้ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร

 

นอกจากนี้ รายงานยังเสนอแนวทางรับมือผ่านเทคโนโลยีและธรรมชาติ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบตรวจวัดมหาสมุทร การฟื้นฟูระบบนิเวศคาร์บอนสีน้ำเงิน เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์โดยใช้กระบวนการทางทะเล ซึ่งยังต้องศึกษาผลกระทบและความปลอดภัยเพิ่มเติม


ที่น่าสนใจคือ ระบบนิเวศคาร์บอนสีน้ำเงินเหล่านี้สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้รวมประมาณ 407 ล้านตันต่อปี และหากได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน พร้อมปกป้องชายฝั่ง รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และสนับสนุนวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งได้อีกด้วย


ขณะเดียวกัน UN ยังแสดงความกังวลต่อประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นรัฐหมู่เกาะขนาดเล็ก ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันไม่ถึง 1% ของโลก แต่กลับเป็นกลุ่มประเทศที่เผชิญผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรโดยตรง จึงเรียกร้องให้เพิ่มความช่วยเหลือด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อให้ประเทศเหล่านี้สามารถปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

 

ตัวอย่างเช่น ประเทศเซเชลส์ที่นำกลไกปรับโครงสร้างหนี้แลกกับการอนุรักษ์ธรรมชาติมาใช้ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทะเล ขณะที่ประเทศฟิจิ ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน และวานูอาตู ได้รับการสนับสนุนให้สำรวจพื้นที่หญ้าทะเลและป่าชายเลน รวมถึงประเมินปริมาณคาร์บอนที่ระบบนิเวศเหล่านี้กักเก็บไว้ เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนด้านสภาพภูมิอากาศ

 

องค์การสหประชาชาติย้ำว่า แม้เทคโนโลยีทางทะเลและการฟื้นฟูระบบนิเวศจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เพราะหากโลกยังปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มหาสมุทรที่เคยช่วยชะลอวิกฤตโลกร้อนก็อาจสูญเสียความสามารถในการปกป้องโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ


เมื่อมหาสมุทรซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งดูดซับคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มอ่อนแอลง นั่นหมายความว่าโลกกำลังสูญเสียปราการธรรมชาติสำคัญในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง