ส่องหุ้น 5 อุปโภค-บริโภค “พื้นฐานยังแข็งแกร่ง” หลบแรงผันผวน แม้สงคราม-กำลังซื้อชะลอ

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จากแรงกดดันของสงครามและกำลังซื้อที่ชะลอตัว กลุ่มหุ้นอุปโภค-บริโภค ยังคงถูกจับตาในฐานะ “หุ้นตั้งรับ” ที่มีความยืดหยุ่นสูง ด้วยลักษณะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในชีวิตประจำวัน ทำให้ความต้องการยังคงมีต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจจะผันผวน
บทความนี้พาไปส่อง 5 หุ้นอุปโภค-บริโภคที่นักวิเคราะห์ มองว่า “พื้นฐานยังแข็งแกร่ง” พร้อมศักยภาพในการรับมือแรงกดดันรอบด้าน และยังเป็นตัวเลือกสำหรับกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน
ต่อไปคือ 5 หุ้นอุปโภค-บริโภค ที่นักวิเคราะห์มองว่ายัง “พื้นฐานแข็งแกร่ง” และมีโอกาสรับมือแรงกดดันรอบด้านได้ดีที่สุด
BJC - บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOL ได้ส่งหนังสือแจ้งลูกค้าเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น จากความผันผวนของราคาพลังงานและข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์รวมถึงความเสี่ยงต่อ ความต่อเนื่องของ supply chain ที่อาจทำให้เกิดภาวะสินค้าขาดในบางช่วง
ฝ่ายวิจัยดาโอ มองลบเล็กน้อย จากแรงกดดันต้นทุนและความเสี่ยงด้านซัพพลาย ซึ่งอาจกระทบมาร์จิ้นและความต่อเนื่องในการขายบางช่วง อย่างไรก็ดี ระยะสั้นยังมีแรงหนุนจากการเร่งสต็อกของคู่ค้าและผู้ค้าปลีก ช่วยพยุงยอดขายได้บางส่วน โดยรวมผลกระทบยังจำกัดในไตรมาส 1/69 จากความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน แต่มีแนวโน้มชัดขึ้นในไตรมาส 2/69 จากผลของ lag time
เเนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.00 บาท
CPALL - บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ประเมินว่า CPALL (เฉพาะ 7-Eleven) จะเป็นบริษัทเดียวที่มี SSSG โตได้เล็กน้อยราว 1.0 - 2.0% ขณะที่บริษัทอื่นๆจะทำได้เพียงทรงตัว หรือ จะยังชะลอลง
ทั้งนี้ แม้ SSSG ของผู้ประกอบการค้าปลีก ค้าส่ง ในช่วงครึ่งแรกของเดือน มี.ค. 69 เริ่มดีขึ้น แต่เมื่อรวมผลในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค. 69 - ก.พ. 69) ซึ่งส่วนใหญ่ยัง ชะลอลงในระดับ 2 - 5% ทำให้ฝ่ายวิจัยมองว่า ภาพโดยรวมของ SSSG ในไตรมาส 1/69 ส่วนใหญ่จะยังชะลอลง มีเพียง CPALL ที่น่าจะโตได้เล็กน้อย
โดยหากพิจารณาในส่วนของกำไรไตรมาส 1/69 คาดว่าทุกบริษัทในกลุ่มจะมีกำไรที่ชะลอ ลงจากไตรมาสก่อนซึ่งได้รับผลบวกจากฤดูกาล และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อเทียบกับ ฐานกำไรสูงในไตรมาส 1/68 ที่ได้รับผลบวกจาก Easy E-receipt และ GDP ที่โตดีกว่า
สำหรับสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ที่ยังตึงเครียด คาดจะส่งผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มในช่วงปลายไตรมาส 1/69 จากค่าขนส่ง ซึ่งปรับขึ้นทันทีตาม ราคาน้ำมัน ทั้งการขายผ่านช่องทางหน้าร้าน และช่องทางออนไลน์ ขณะที่ ราคาขายสินค้ายังทยอยปรับขึ้น
ดังนั้นคงน้ำหนักลงทุนสำหรับหุ้นกลุ่มพาณิชย์ (ผู้ประกอบการค้าปลีก ค้าส่ง) “เท่ากับตลาด” โดยเลือก CPALL เป็นหุ้น Top picks เนื่องจาก 1. ระยะสั้นกำไรในไตรมาส 1/69 ที่น่าจะเด่นกว่ากลุ่ม จาก SSSG ไตรมาส 1/69 ที่แกร่งสุด บวกกับการ เปิดสาขาใหม่ ส่วนไตรมาส 2/69 กำไรมีแนวโน้มไต่ระดับขึ้นต่อ เพราะเป็นหนึ่งในหุ้นที่ ได้ประโยชน์จากอากาศร้อน โดยเฉพาะการขายสินค้าประเภทเครื่องดื่ม ที่ มักจะหนุนจำนวนคนเข้าร้านและช่วยผลักดันยอดขายโดยรวม ให้ดีกว่าไตร มาสแรก,
2.คาดเป็นหุ้นที่มีกำไรปี 2569 โตเด่นกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ โดยคาดเติบโต 16% จากปีก่อน และ 3. ราคาหุ้นยัง laggard เพราะซื้อขายด้วย PER ปี 2569 ที่ 12.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นค้าส่ง ค้าปลีกซึ่งอยู่ที่ราว 12.9 เท่า
เเนะนำลงทุน “เท่ากับตลาด” เเละให้เป็นหุ้น Top picks
ICHI - บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LHS มอง ICHI มีแนวโน้มกำไรไตมาส 1/69 เติบโตทั้ง QoQ และ YoY จากยอดขายที่ขยายตัว รวมถึงการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มที่ไม่เคยมีมาก่อน หนุนให้ GPM ปรับตัวดีขึ้นตามอัตราการใช้กำลังการผลิต (U. rate) ที่สูงขึ้น
แนวโน้มไตรมาส 2/69 ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง จากการเข้าสู่ฤดูร้อนซึ่งเป็น High season ของธุรกิจเครื่องดื่ม ส่งผลให้ดีมานด์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับแผนปี 2569 ที่บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต +12% YoY จากการเดินหน้ากลยุทธ์สินค้าใหม่ ควบคู่การทำการตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้า
ด้านความสามารถในการทำกำไร ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะที่โครงสร้างการเงินแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดในมือสูง ไม่มีภาระหนี้ ทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอในระดับสูง
แม้ Consensus ยังประเมินกำไรปี 2569 แบบ conservative ที่ทรงตัว YoY แต่ด้วย Valuation ปัจจุบันที่ซื้อขายเพียง P/E ราว 13 เท่า และ Dividend Yield สูงถึง 8.6% จึงยังมีความน่าสนใจในเชิง “หุ้นปันผล + เติบโต”
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 16.10 บาท
CBG บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASLประเมินหุ้น CBG ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ภายในประเทศ 20% YoY โดยการขยายส่วนแบ่งการตลาดในเครื่องดื่มชูกำลัง เป็น 32% พร้อมทั้งขยายสาขา CJ mall เป็น 2,470 สาขา (เพิ่มขึ้น 500 สาขา) และตั้งเป้ายอดขายจาก ต่างประเทศเติบโต 10% และ 20% ในเวียดนามและเมียนมาตามลำดับ ทั้งนี้เราประเมินปี 2569 กำไรสุทธิอยู่ที่ 3.1 พันลบ. (39% YoY) เนื่องจากไม่มีการบันทึกผลขาดทุนด้อยค่าความนิยมของบริษัทร่วมค้าและรับแรงหนุนจาก รายได้รวมที่ 2.4 หมื่น ลบ. (+10.6% YoY)
โดยที่ส่วนแบ่งการตลาดในเครื่องดื่มชูกำลังคาดทำ New High ที่ 30-32% และรายได้จาก CJ mall เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่องผลักดันรายได้ภายในประเทศ ด้าน รายได้จากต่างประเทศรับแรงหนุนจากยอดขายในเมียนมาและเวียดนามขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงการฟื้นตัวประเทศ กัมพูชาจากปรับแผนธุรกิจตามกระแสชาตินิยม
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นประเมินว่าอยู่ในระดับ 26.7% แม้ว่าราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน SG&A เพิ่มขึ้นตามการขยาย สัญญา Carabao Cup ถึงปี 2569
ส่วนแนวโน้มไตรมาสที่ 1/69 มองว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ทั้ง QoQ และ YoY เนื่องจาก QoQ ไม่มีการบันทึกผลขาดทุนด้อย ค่าความนิยมของบริษัทร่วมค้า แต่ด้านรายได้รวมชะลอตัวจากช่วงไตรมาส 4/68 เพราะพ้นช่วง High Season ของการท่องเที่ยวและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ด้าน YoY รายได้ในประเทศขยายตัวตามส่วนแบ่ง การตลาดที่เพิ่มขึ้นของเครื่องดื่มชูกำลังที่คาดว่าจะอยู่ที่ 28.2-28.5% สำหรับรายได้จากต่างประเทศขยายตัวอย่าง ต่อเนื่องจากรายได้ในเมียนมาและเวียดนามแต่ยังคงถูกกดดันจากการลดลงของรายได้ในกัมพูชา
ด้าน Valuation ปัจจุบันซื้อขายบน PE ที่ 14.77 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 32.9 เท่า ซึ่งการซื้อขายใน ราคา Discount เนื่องจากผลกระทบจากการชะลอตัวของรายได้ในกัมพูชาและความกังวลด้านต้นทุนพลังงานที่ สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ CBG มีความน่าสนใจที่ภาระหนี้สินที่ต่ำ โดยมี DE ratio เท่ากับ 0.35 เท่า และ Interest coverage ที่ 38.48 สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดย IAA consensus ประเมินราคาเฉลี่ยปี 2569 เท่ากับ 49.73 บาท
OSP บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LHS ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต +4–6% YoY โดยมีแรงหนุนหลักจากการออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง การเติบโตของกลุ่ม Personal Care และรายได้จากต่างประเทศ แม้การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังรุนแรงขึ้นจากการปรับลดราคากระทิงแดง แต่มองว่าผลกระทบจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ไม่มาก
สำหรับ 1Q69F คาดกำไรเติบโตทั้ง QoQ และ YoY จากฐานต่ำในปีก่อนที่มีการลดสต๊อกสินค้า ขณะที่รายได้ยังขยายตัวราว +5% YoY จากสินค้าใหม่ กลุ่ม Personal Care และการฟื้นตัวของตลาดอินโดนีเซีย
Consensus ยังคาดการณ์กำ ไร ปี69 เติบโตไม่มาก +3%YoY โดย OSP มีจุดเด่นสำคัญ คือการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยปีที่แล้วจ่าย 0.8 บ./หุ้น D/P 5.4% ราคาหุ้นที่ลดลง YTD สวนทาง SET ทำ ให้ P/E เพียง 12x
แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 19.6 บาท
แม้กลุ่มอุปโภค-บริโภคจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอลง แต่ด้วยลักษณะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า “จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน” ทำให้หลายบริษัทยังคงรักษาความสามารถในการเติบโตและบริหารมาร์จิ้นได้ในระดับที่ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอน หุ้นกลุ่มนี้ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการลงทุนเชิงตั้งรับ โดยเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวหนุน ทั้งการขยายธุรกิจ สินค้าใหม่ หรือฐานรายได้ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี การลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางต้นทุนพลังงานและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพกำไรในระยะถัดไปได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
