รีเซต

หุ้นโลก Risk On เมินสงคราม นิวไฮต่อเนื่อง จริงหรือหลอก?

หุ้นโลก Risk On เมินสงคราม นิวไฮต่อเนื่อง  จริงหรือหลอก?
TNN ช่อง16
27 เมษายน 2569 ( 12:10 )
13

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า นักลงทุนเริ่มมีภาวะ "ชินชา" กับประเด็นความไม่สงบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แม้การเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศจะล้มเหลวในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ และดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ขยับขึ้นไปแตะ 95 และ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ แต่ความผันผวนของราคาดูน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงแรกของการทำสงคราม 


นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลสัญญาออปชันของน้ำมัน WTI พบว่าปริมาณการเปิดสถานะขาย (PUT) สูงกว่าฝั่งซื้อ (CALL) อย่างชัดเจน ทั้งในมุมของส่วนเพิ่ม (Premium) ที่สูงกว่า 2.46 เท่า และปริมาณคงค้าง (Open Interest) ที่สูงกว่า 1.17 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนมุมมองของนักลงทุนว่า ราคาน้ำมันในระยะกลางถึงยาวมีโอกาสปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง


จับตา 3 บิ๊กอีเวนต์: แบงก์ชาติทั่วโลกจ่อขึ้นดอกเบี้ย - งบเทคฯ - GDP สหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์นี้ (27 เม.ย. - 1 พ.ค. 2569) มี 3 เหตุการณ์สำคัญระดับโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่:


1.การประชุมธนาคารกลางหลัก: ผลกระทบจากสงครามที่ดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อให้พุ่งสูงขึ้น อาจทำให้ทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลกมีความเข้มงวด (HAWKISH) มากขึ้น โดยสำนักข่าว Bloomberg ประเมินว่าธนาคารกลางแคนาดา (BOC), ยุโรป (ECB), อังกฤษ (BOE) และญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้


2.การรายงานผลประกอบการกลุ่มบิ๊กเทคฯ: นำโดย META, AMAZON, ALPHABET และ MICROSOFT ข้อมูลในอดีตชี้ว่า หุ้นกลุ่ม Software มักถูกเทขายหลังประกาศงบจากความกังวลเรื่องต้นทุนการลงทุน AI ขณะที่กลุ่ม Hardware & Semiconductor มักปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการชิปและหน่วยความจำ


3.การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 1/2569 ของสหรัฐฯ: ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวถึง 2.1% QoQ ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 0.5% สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป


ส่งออกไทย มี.ค. ทุบสถิติทำนิวไฮ แต่ขาดดุลหนักระวังเงินทุนไหลออก สำหรับเศรษฐกิจในประเทศ กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคม 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ด้วยมูลค่า 35,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว +18.7% YoY โดยกลุ่มสินค้าที่ยอดส่งออกเติบโตโดดเด่น ได้แก่ บรรจุภัณฑ์กระดาษ (SCGP เติบโตสูงสุด 62.57%), น้ำมันสำเร็จรูป, น้ำตาลทราย, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, KCE, HANA), ไก่แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งกว่าตลาดในระยะนี้


อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้ากลับพุ่งสูงกว่าที่ระดับ 38,496 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+35.7% YoY) ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 3,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ฝ่ายวิจัยเตือนว่าประเด็นนี้อาจเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกในช่วงสั้น และส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้


กลยุทธ์การลงทุน: เน้นหุ้นผันผวนต่ำ ชู BEM-BBL-SCGP นำทีม บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน ให้เน้นสะสมหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ได้แก่ BBL, BEM และ BDMS รวมถึงหุ้นที่ราคายัง Laggard จากบริษัทแม่หลังช่วงสงกรานต์กว่า 30% อย่าง DELTA และเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่กำลังทยอยออกมา เช่น CPAXT, CBG, SAPPE, WHA, AMATA, CK และ STECON โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ BEM, BBL และ SCGP


(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำเก็งกำไรในบริษัทผู้ผลิตชิปของจีน ผ่านตราสาร DR: HUAHONG23 ที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงรับอานิสงส์จากการเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ของจีน "DEEPSEEK V4" ซึ่งสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพบนชิปของ HUAWEI เองโดยไม่ต้องง้อ NVIDIA นอกจากนี้ แนะนำเก็งกำไรในกลุ่ม CPU ผ่าน DR: AMD80 หลังจากที่ INTEL รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกแข็งแกร่ง และระบุว่าความต้องการ Server CPU ทั่วโลกพุ่งสูงจนผลิตไม่ทัน ซึ่งเป็นแรงหนุนบวกต่อทั้งอุตสาหกรรม)


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง