รีเซต

เจาะลึก “FDI” ในไทย จับตาจีนมาแรง

เจาะลึก “FDI” ในไทย จับตาจีนมาแรง
TNN ช่อง16
15 มิถุนายน 2569 ( 10:41 )

“การลงทุน” ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ที่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ

สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าในระยะหลังประเทศไทยสามารถดึงดูด FDI  ได้มากขึ้น  โดยมูลค่า FDI ในปี 2568 สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 18,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการลงทุนในภาคบริการ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมสาขาคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร 

โดยมูลค่า FDI ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่าช่วง 5 ปีก่อนโควิดราว 1.8 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนในภาคบริการสาขาสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึง data center ซึ่งเติบโตราว 50 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด 

สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอาเซียน โดยกลุ่มสาขาที่ได้รับประโยชน์จาก FDI ในไทยใกล้เคียงกับมาเลเซีย สะท้อนจากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุน ที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และภาคบริการเหมือนกัน ขณะที่การลงทุนในอินโดนีเซีย การลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรในประเทศโดยเฉพาะโลหะ 

ในเชิงปริมาณการเพิ่มขึ้นของ FDI ดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วน FDI ต่อ GDP ของไทย ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 ในช่วงก่อนโควิด (ปี 2558 – 2562) เป็นร้อยละ 2.7 ในช่วงปี 2564 – 2568 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียน ความสามารถในการแข่งขันและดึงดูด FDI ของไทยยังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนจากสัดส่วน FDI ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ (ร้อยละ 27.0) เวียดนาม (ร้อยละ 4.3) และมาเลเซีย (ร้อยละ 3.9)

โดยสัดส่วน FDI ต่อ GDP ของสิงคโปร์ที่อยู่ในระดับสูงมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนบทบาทของ สิงคโปร์ในฐานะ financial hub ทั้งนี้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่าไทย โดยเฉพาะด้านต้นทุนหรือคุณภาพแรงงาน กฎหมายที่เอื้ออำนวย และคุณภาพสถาบัน 

การได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ไทย มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้นจากร้อยละ 44.1 ของมูลค่าส่งออกโดยรวมในปี 2558 เป็นร้อยละ 50.01 ในปี 2567  อย่างไรก็ตาม “ในเชิงคุณภาพ” FDI ที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังที่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และยานยนต์  มีแนวโน้มสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ลดลง 

เนื่องจากธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ (import content) ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศเกินกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า 


นอกจากนี้ สัญชาตินักลงทุนมีผลต่อมูลค่าเพิ่มที่ประเทศได้รับ โดยที่ผ่านมาโครงสร้างนักลงทุนจากต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ในช่วง 5 ปีก่อนโควิด มูลค่าการลงทุนกว่าครึ่งมาจากญี่ปุ่น แต่ในช่วง 5 ปีหลังโควิดสัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 12 ขณะที่สัดส่วนการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 16 ในช่วงเวลาเดียวกัน

การลงทุนของนักลงทุนจีนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูง และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศจำกัด เพราะยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ประกอบกับผู้ประกอบการไทยยังมีข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนเฉพาะทาง

ดังนั้น ที่น่าจับตามองคือ “ไทย” เคยเป็นและจะยังคงเป็นหนึ่งในปลายทางการลงทุนที่สำคัญของจีนหรือไม่  จากมุมมองศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC วิเคราะห์ว่า มี 3 เหตุผลที่ไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญของจีน 

ประการแรก ไทยตอบโจทย์ Dual demand strategy ของจีนได้พร้อมกัน บริษัทจีนไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาดปลายทาง แต่ใช้เป็นทั้งฐานผลิตและศูนย์กลางส่งออกกระจายสินค้าไปทั่วอาเซียน ตำแหน่งที่ตั้งไทยเชื่อมกับ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม)  อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทำให้บริษัทจีนสามารถผลิตเพื่อขายในไทยและส่งออกไปยังภูมิภาคจากโรงงานเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ประเทศอื่นไม่สามารถทดแทนได้ง่ายในระยะสั้น

ประการที่สองคือ ศักยภาพอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่สะสมมายาวนาน ไทยมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ทั้งห่วงโซ่อุปทาน แรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการตั้งฐานการผลิตในไทยต่ำกว่าและเกิดขึ้นได้เร็วกว่าประเทศที่ไม่มีฐานเดิม

ประการที่สามคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของ Thailand Board of Investment (BOI) ซึ่งช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยเร่งรัดการอนุมัติโครงการและปลดล็อกการลงทุนที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เช่น พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และ AI

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การลงทุนจากจีนในไทยที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI เติบโตดีต่อเนื่อง แตะ 984 โครงการ มูลค่ารวม 198,158 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตร้อยละ 13.6 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน  โดยการลงทุนของบริษัทจีนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร โลหะและวัสดุพื้นฐานยังคงขยายตัวต่อเนื่อง 

และในระยะหลังการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าและ Data center ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการลงทุนของบริษัทจีนในไทยสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของรัฐบาลจีนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573)

อย่างไรก็ดี การลงทุนต่างประเทศของจีนภายใต้แผนฯ 15  SCB EIC ประเมินว่าจะยังมีต่อเนื่อง แต่เจาะจง และมีข้อจำกัดมากขึ้น  เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น หากกำลังการผลิตส่วนเกินยังสูง แต่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ และนโยบายกีดกันการค้ายังเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกโดยตรง การออกไปลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศยังเป็นทางเลือกสำคัญของบริษัทจีน 

นอกจากนี้ แผนฯ15 ยังส่งเสริมให้บริษัทจีนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตขยายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศ สะท้อนว่าการลงทุนของจีนจะยังมีต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี รูปแบบการลงทุนของจีนในต่างประเทศส่วนใหญ่ยังพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนเป็นหลัก ทั้งวัตถุดิบ เครื่องจักร และแรงงานเฉพาะทางจากบริษัทแม่ ผลประโยชน์ส่วนหนึ่งจึงไหลกลับสู่เศรษฐกิจจีนโดยตรง อาจสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจจีนมากกว่าประเทศผู้รับการลงทุน

ภายใต้แผนฯ 15 นี้ จีนให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI ดิจิทัล พลังงานทดแทน อวกาศ และเทคโนโลยีชีวภาพ ไทยจำเป็นต้องประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และนโยบายส่งเสริมการลงทุนพร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ดี ไทยอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากแนวทางของจีนที่พยายามรักษาเทคโนโลยีขั้นสูงไว้ภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อปลายปี 2567 กระทรวงพาณิชย์จีนได้แนะนำให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเก็บเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงไว้ในประเทศ และให้โรงงานต่างประเทศทำหน้าที่หลักในการประกอบชิ้นส่วน หากแนวทางนี้ถูกนำมาปฏิบัติในวงกว้าง ไทยอาจเป็นฐานการผลิตปลายน้ำที่ได้รับการถ่ายทอดเฉพาะเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ทำให้การยกระดับไปสู่การออกแบบหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทำได้จำกัด

ท่ามกลางกระแสการลงทุนจากจีนที่เติบโตต่อเนื่อง คำถามสำคัญคือไทยได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของจีนมากน้อยเพียงใด หากไทยเปิดรับการลงทุนโดยไม่กำหนดเงื่อนไขและการผลิตยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากจีนเป็นหลัก ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงตัวเลขการลงทุนที่โตดีขึ้น ขณะที่มูลค่าเพิ่มและผลประโยชน์ที่กระจายสู่เศรษฐกิจไทยมีจำกัด

แต่หากไทยสามารถใช้อำนาจต่อรองที่มีอยู่จากการเป็นฐานผลิตและตลาดที่จีนต้องการในการออกแบบเงื่อนไขการลงทุนที่ผูกสิทธิประโยชน์กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และชิ้นส่วนในประเทศอย่างเป็นระบบ โอกาสที่กระแสการลงทุนนี้จะยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมไทยได้จริงยังคงมีอยู่

โจทย์สำคัญของไทยในวันนี้จึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับการลงทุนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กับการปกป้องและยกระดับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ เพราะหากตอบโจทย์นี้ได้ จะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต

สอดคล้องกับมุมมองของธปท. ที่ระบุว่า  FDI เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในระยะสั้นผ่านการลงทุน และในระยะยาวผ่านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี โจทย์เชิงนโยบายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การยกระดับ “คุณภาพ” ของ FDI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้รองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเพิ่มการจ้างงาน รวมถึงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศผ่านการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และการสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขยับตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่การผลิต โลกไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง