รีเซต

ธารน้ำแข็งละลายเร็ว จับตา “ทะเลสาบล่องหน” เสี่ยงน้ำหลาก

ธารน้ำแข็งละลายเร็ว จับตา “ทะเลสาบล่องหน” เสี่ยงน้ำหลาก
TNN ช่อง16
3 กันยายน 2569 ( 09:32 )
6

สถานการณ์ ธารน้ำแข็งละลายจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น เป็นอีกหนึ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นบริเวณธารน้ำแข็ง ซึ่งบางแห่งอาจอยู่ในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการติดตามอย่างทั่วถึง และอาจกลายเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำหลากในพื้นที่ปลายน้ำ

สุชาดา ชวณิชย์ จากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายผ่านรายการ TNN News ข่าวเช้า ถึงวงจรตามธรรมชาติของธารน้ำแข็งว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนและอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งบนภูเขาจะละลาย และน้ำที่เกิดขึ้นจะไหลลงไปหล่อเลี้ยงแม่น้ำและลำธาร ขณะที่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว น้ำบางส่วนจะกลับมาแข็งตัวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้กระบวนการดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากธารน้ำแข็งสามารถละลายได้เร็วกว่าปกติ หากการละลายดำเนินต่อเนื่องจนธารน้ำแข็งลดลงอย่างมาก และไม่สามารถกลับมาสะสมตัวได้ในระดับเดิม ย่อมส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่เคยไหลลงไปสนับสนุนระบบแม่น้ำและลำธารในพื้นที่ด้านล่าง

ประเด็นที่ต้องติดตามไม่ได้มีเฉพาะผลกระทบในระยะยาวต่อแหล่งน้ำ แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงระหว่างกระบวนการละลาย โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “ทะเลสาบล่องหน” หรือแอ่งน้ำที่เกิดขึ้นบริเวณธารน้ำแข็งและพื้นที่ภูเขา ซึ่งบางแห่งอาจยังไม่ได้รับการตรวจสอบและติดตามอย่างเพียงพอ

สุชาดาอธิบายว่า เมื่อน้ำแข็งแตกหรือละลายสามารถเกิดแอ่งสะสมน้ำหลายแห่ง ปัญหาคือยังไม่สามารถทราบได้ทั้งหมดว่าแอ่งใดกำลังอยู่ในภาวะไม่เสถียร หากโครงสร้างที่กักเก็บน้ำเกิดความเสียหาย น้ำปริมาณมากอาจไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ทำให้การประเมินและติดตามพื้นที่เสี่ยงมีความสำคัญต่อการเตรียมรับมือ

จากน้ำหลาก สู่ความเสี่ยงขาดน้ำในอนาคต

ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งจึงมีความเสี่ยงในหลายช่วงเวลา ระยะแรกคือปริมาณน้ำจากการละลายที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงจากแอ่งน้ำที่ไม่เสถียร ขณะที่ระยะยาว หากธารน้ำแข็งลดลงจนไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนได้เช่นเดิม แม่น้ำและลำธารที่พึ่งพาน้ำจากธารน้ำแข็งก็อาจได้รับน้ำลดลงตามไปด้วย

สุชาดามองว่า ประเด็นภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเร่งด่วน และการรับมือไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะการปรับตัวหลังเกิดภัย แต่ต้องประเมินให้ได้ว่า “ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน” เพื่อเตรียมมาตรการรับมือและลดความเสี่ยงล่วงหน้าให้ได้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน สภาพอากาศที่มีความสุดขั้วมากขึ้น ทำให้ภัยธรรมชาติบางรูปแบบเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การติดตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การประเมินพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมพร้อมของทุกภาคส่วน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับการประเมินระดับความน่ากังวลจาก 1-10 สุชาดาระบุในมุมมองส่วนตัวว่าอยู่ที่ระดับ 10 พร้อมชี้ถึงปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่สามารถเสริมให้ความรุนแรงของอุณหภูมิและปรากฏการณ์สุดขั้วเพิ่มขึ้น จึงควรติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ประกอบการวางแผนรับมือ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง