รีเซต

‘อนุทิน’ จับมือ 5 กระทรวงปฏิรูประบบสาธารณสุขไทยด้วยนวัตกรรม-ดิจิทัล ตั้งเป้าปี’65 ปชช.อยู่ร่วมโควิดได้

‘อนุทิน’ จับมือ 5 กระทรวงปฏิรูประบบสาธารณสุขไทยด้วยนวัตกรรม-ดิจิทัล ตั้งเป้าปี’65 ปชช.อยู่ร่วมโควิดได้
มติชน
31 ตุลาคม 2564 ( 16:47 )
74

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซต์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงผลการประชุมระหว่าง 5 กระทรวง ปฏิรูประบบสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการยุติโรคระบาดด้วยนวัตกรรม โดยการเชื่อมต่อฐานข้อมูลสาธารณสุขแบบบูรณาการ (EPI: Ending Pandemics through Innovation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย การรักษาและการบริการประชาชนให้ประชาชนเข้าถึงการบริการและการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตด้วยนวัตกรรมและผลงานวิจัยที่มีอยู่ภายใต้บริบทของประเทศไทย

 

นายอนุทินกล่าวว่า สธ.เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและพัฒนาทั้งการป้องกัน ควบคุมและดูแลรักษาโรคให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบด้านสาธารณสุขให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แม้ในช่วงก่อนการระบาดของเชื้อโควิด-19 สธ. ได้จัดทำและพัฒนาแพลตฟอร์มในการมีการเชื่อมต่อฐานข้อมูลสุขภาพของประชาชนมาตลอด แต่เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พบว่าข้อมูลสุขภาพ การเบิกจ่าย การบริหารจัดการทั้งระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมินั้น ยังขาดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างเป็นระบบอีกมาก

 

“จากข้อมูลดังกล่าว สธ.จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิรูปและพัฒนาการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการและการควบคุมโรคระบาดทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น จึงได้ร่วมมือกับ อว.และดีเอีเอส ผลักดันให้เกิดระบบ Health Information Exchange (HIE) อย่างบูรณาการผ่านความร่วมมือการปฏิรูประบบสาธารณสุข Big Rock 1 ยุติโรคระบาดด้วยนวัตกรรม โดยการเชื่อมต่อฐานข้อมูลสาธารณสุขแบบบูรณาการ การสร้างแพลตฟอร์มนี้ จะดำเนินการและร่วมกำหนดมาตรฐานกลางร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย โรงพยาบาลในภาคี สนับสนุนโรงพยาบาลในด้านเครื่องมือและกระบวนการที่จะทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกิดขึ้นได้ตามมาตรฐาน” นายอนุทินกล่าว

 

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายในระยะที่ 1 หวังว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพการระบาดจะสามารถช่วยการบริหารจัดการสถานการณ์การระบาดในปัจจุบัน และสามารถรองรับการระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การเบิกจ่ายและการรักษามีประสิทธิภาพ และคาดว่าจากความร่วมมือนี้ จะนำไปสู่การเชื่อมโยงหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพอย่างสมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาแบบต่อเนื่องและรักษาโรคเรื้อรัง ลดการจ่ายยาซ้ำซ้อนหรือการจ่ายยาที่คนไข้แพ้ได้อีกด้วย ผมมั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการควบคุมโรคระบาดลดจำนวนสถิติการสูญเสียชีวิต และประชาชนคนไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประเทศชาติมีความมั่นคงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคตแน่นอน” นายอนุทินกล่าว

 

นายเอนกกล่าวว่า ได้มีการลงนามโครงการความร่วมมือเพื่อยุติการระบาดของโรคโควิด-19 และควบคุมการระบาดระลอกใหม่ด้วยนวัตกรรม เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ทั้งนี้ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสุขภาพและการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพที่สมบูรณ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา บริการ การเบิกจ่าย ให้กับประชาชนเท่านั้น แต่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมด้านการบริการและการรักษาใหม่ๆ พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการพัฒนางานด้านดิจิทัลของประเทศ

 

“นอกจากจะสนับสนุนงบประมาณบางส่วนในการร่วมขับเคลื่อนและดำเนินงานโครงการแล้ว อว.ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายและพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านฐานข้อมูล มาตรฐาน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะร่วมสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มและการส่งต่อข้อมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ กับดีอีเอส พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมการเชื่อมต่ออื่นๆ เพื่อให้เกิดการบริการสุขภาพประชาชนที่ดี และมีประสิทธิภาพร่วมกับ สธ. กระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงาน จากความร่วมมือนี้ หวังว่าภายในสิ้นปี 2565 ประเทศไทยจะมีระบบการบริหารจัดการสถานการณ์โรคระบาดที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนคนไทยสามารถอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 ได้อย่างปกติสุข และภายใน 5 ปี ประเทศไทยจะมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเชื่อมต่อฐานข้อมูลสาธารณสุขแบบบูรณาการ และนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงด้านสุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายเอนกกล่าว

 

ด้านนายชัยวุฒิกล่าวว่า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมชุมชนเข้ากับระบบบริการสุขภาพ ระหว่างประชาชน และแพทย์ผู้ดูแล นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยังช่วยให้ประชาชนรู้อาการของโรคที่เป็น วิธีที่จะได้รับการรักษา รู้ถึงสิทธิที่ตนพึงได้รับการบริการด้านสุขภาพอย่างมีคุณภาพ เป็นธรรม และปลอดภัย กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนัก และร่วมมือในการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและชุมชนดีขึ้น

 

ขณะที่ นายสันติกล่าวว่า กระทรวงการคลังมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการตรวจสอบสิทธิ ร่วมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และหน่วยงานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง หากโครงการนี้ ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้การเบิกจ่ายของข้าราชการไทยมีประสิทธิภาพ สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน สามารถส่งต่อข้อมูลด้านสุขภาพแบบไร้รอยต่อ และในอนาคตหากการเชื่อมโยงมีความสมบูรณ์และปลอดภัย ก็สามารถขยายการบริการด้านการรักษาไปยัง รพ.เอกชน ด้วย

 

นายสุรชัยกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกันตนกว่า 16 ล้านราย และยังมีส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียน โดยนายจ้างมีอีกหลายล้านคน แต่ปัจจุบันยังมีแรงงานต่างด้าวอีกหลายแสนคนที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนการประกันตน ซึ่งในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลให้การดูแลรักษาและการควบคุมการระบาดนั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบาก การปฏิรูประบบประเทศด้านสาธารณสุข Big Rock 1 นี้ หากดำเนินงานตาม ผู้ใช้แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนจะได้รับประโยชน์ และได้รับการอำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง