ศึกตะวันออกกลางซ้ำเติมวิกฤต "SMEs" ส.ตลาดฯ เร่งกู้ชีพ

ข้อมูลจากสมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย ระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีไทย กำลังเผชิญกับ Perfect Storm หรือพายุสมบูรณ์แบบ จากแรงกดดัน 4 ด้านพร้อมกัน
ด้านแรกคือ แรงกดดันทางเศรษฐกิจ จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น
ถัดมาเป็นเรื่องของ ผลกระทบจากเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่เข้ามาพลิกโฉมความต้องการของตลาดแบบเฉียบพลัน พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความผันผวน แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้สูญเสียตลาดโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีไทย ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันแบบสุดขั้ว จากทุนต่างชาติและสินค้าราคาถูกทะลักเข้าตลาดไทยอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย เกิดเป็นสงครามราคาข้ามชาติ สร้างแรงกดดันด้านราคาที่ผู้ประกอบการรายย่อยรับมือได้ยาก
และปัญหาช่องโหว่การบริหารจัดการ เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากมีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แต่ยังขาดกลยุทธ์การตลาดและระบบบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง ทำให้ของดีไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างที่ควรจะเป็น
ล่าสุด ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง คือศึกตะวันออกกลาง ระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่เริ่มขยายวงกว้างและอาจจะกินเวลานานกว่าที่คาด อาจผลักดันต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ให้สูงขึ้น กระทบต่อภาคธุรกิจในวงกว้าง
อย่างไรก็ดี ศึกตะวันออกลางที่กำลังเกิดขึ้น เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล ในฐานะนายกสมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย ให้มุมมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในขณะนี้ แต่ในสงคราม ธุรกิจจะมีเพียง 3 ทางเลือก คือ ทำธุรกิจแล้วไม่รอด ทำธุรกิจแล้วรอด และทำธุรกิจแล้วรวย ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นแล้ว จะเลือกหนทางใด และจะทำอย่างไร ซึ่งผู้ประกอบการ ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจที่สามารถเติบโตได้แม้อยู่ในท่ามกลางวิกฤต
ดร.แสงสุข กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย มีจำนวนกว่า 3 ล้าน 3 แสนราย ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีเพียงร้อยละ 0.01 เท่านั้นที่รวย หรือประสบความสำเร็จ ขณะที่ผู้ประกอบการอีกกว่าร้อยละ 44 ของจำนวนทั้งหมด ต้องปิดกิจการลงภายใน 5 ปี
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ จะพบว่าภาคธุรกิจเอสเอ็มอี มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55-65 ต่อ จีดีพี แต่ของไทย คิดเป็นสัดส่วนเพียง 30-35 ต่อจีดีพี เท่านั้น สะท้อนว่าผลิตภาพของเอสเอ็มอีไทยอยู่ในระดับต่ำและมีความเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจ
การปิดกิจการของ เอสเอ็มอี ยังส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะต่อแรงงานและครอบครัวที่ต้องลำบาก ซึ่งปัจจุบันแรงงานในภาคเอสเอ็มอีมีจำนวนกว่า 15 ล้านคน
สำหรับการก่อตั้ง สมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย ขึ้นมานั้น มีเป้าหมายเพื่อทำหน้าที่เป็น คู่คิด หาโซลูชันการตลาด ให้กับเอสเอ็มอี ให้สามารถก้าวข้ามจาก ทางรอด ไปสู่ทางรุ่ง อย่างยั่งยืน ผ่านระบบสมาชิก และบริการ เอสเอ็มอี คลินิค ที่จะเจาะลึกปัญหาได้ตรงจุด
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ โดยจะเชิญนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากทั่วประเทศ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันการเงิน
ดร.แสงสุข กล่าวด้วยว่า จากเอสเอ็มอีจำนวน 3 ล้าน 3 แสนราย สมาคมฯ ตั้งเป้าที่จะเข้าถึง เอสเอ็มอีได้ร้อยละ 10 หรือประมาณ 3 แสน 3 หมื่นราย โดยในปีแรกน่าจะเข้าถึงได้จำนวน 10,000 ราย แต่จะฟื้นธุรกิจได้ประมาณ 1,000 ราย ซึ่งเป็นปีแรกที่จะทำด้วยสมาคมฯ เองก่อนที่จะเชื่อมโยงไปยังองค์กรใหญ่ ๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ คือ mindset หรือทัศคติในการประกอบธุรกิจ และการอยู่แต่ในคอมฟอร์ต โซนของตัวเอง จึงไม่มีการเรียนรู้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องออกมาจากคอมฟอร์ตโซน และเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไปเป็นผู้ประกอบการ ที่มีแพชชัน และมองเห็นปัญหาเป็นโอกาส
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
